
ส่วนหัว Header
เมนู
แจ้งการชำระเงิน
เช็คสถานะสินค้า
เก็บใว้
account
ตระกล้าสินค้า
หน้าต่างๆ
หน้าแรก
ร้านค้า
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อ
ส่วนท้าย Footer
เมนูด้านข้าง
Widget ข้อมูลที่ดึงออกมานำเสนอ
Login เข้าระบบด้วย ชื่อเว็บไซต์/wp-admin
เปลี่ยน ชื่อ E-mail เพื่อเป็นผู้ดูแลระบบ
ตั้งค่าร้านค้า
เปลี่ยนที่อยู่
ตั้งค่าการชำระเงิน เพิ่มบัญชีธนาคาร / ชำระเงินผ่านบัตรเครดิต
เปลี่ยนที่อยู่ E-mail สำหรับร้านค้า
ตั้งค่าแจ้งการชำระเงิน
เพิ่มหมวดหมู่สินค้า
เพิ่มสินค้า
การแสดงผลในหมวดหมู่สินค้า
การแสดงผลสินค้า
หน้าแรก
ร้านค้า
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา
สร้างหน้าใหม่
สร้างหน้าใหม่จากเทมเพลต
WooCommerce เป็น Plugins ระบบตระกล้าสินค้า ที่สามารถใช้งานได้ฟรี ออกแบบมาให้ใช้กับ WordPress เป็น Plugins Ecommerce ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด และยังมี Plugins เสริมเพื่อเพิ่มความสามารถให้กับตัว WooCommerce อื่นๆอีกมากมายทั้งฟรีและเสียเงิน โดยฟังก์ชั่นหลักของ WooCommerce มีดังนี้
ระบบจัดการสมาชิก
ระบบตะกร้าสินค้าแบบมาตรฐานสากล
ระบบ Stock สินค้า
ระบบจัดการ Order
ระบบคำนวณภาษี
ระบบรายงานผล
ระบบคิดค่าขนส่ง
ทำคูปองส่วนลด
รองรับการจ่ายเงินหลายประเภท
ขายสินค้าที่มีตัวเลือกได้
ส่งข้อความหาลูกค้าแต่ละคน
ติดตามสถานะการสั่งซื้อ
มี Gallery สำหรับสินค้า
ใส่ Video เข้าไปในตัวสินค้า
ทำเป็นแคตตาล็อคสินค้า
สินค้าแบบกลุ่ม คือ การลงขายสินค้าหลายๆชนิดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น
จัดเป็นเซ็ตขายเฟอร์นิเจอร์
จัดเป็นเซ็ตชุดเครื่องสำอาง
จัดเป็นเซ็ตอุปกรณ์แต่งรถ
สินค้าภายนอก/ตัวแทนจำหน่าย
สินค้าภายนอก คือการลงขายสินค้าแบบ link ไปหาสินค้าจากภายนอก คือระบบจะไม่ทำการหยิบสินค้าใส่ตระกล้า
ตัวแทนจำหน่าย เช่น เราเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้ Lazada เราจำเป็นต้องทำการสมัครเป็นตัวแทนกับ Lazada ก่อน แล้วทาง Lazada จะให้ url Affiliate ซึ่งเป็น Link ขายสินค้าที่เป็นของเรา เมื่อทำการกดสั่งซื้อตัว Web จะวิ่ง ไปที่ Link ของ Lazada ที่เราได้เป็นตัวแทนขายสินค้าตัวนั้นๆ
สินค้ามีหลายแบบ คือวิธีการกำหนดรูปแบบของสินค้าในชิ้นเดียวให้มีหลากหลายรุ่นเช่น
รองเท้า รุ่น 001 มีหลายสี หลายไซส์
เสื้อยืด สีขาว มีหลายไซส์
การใช้ Plugins WooCommerce Variation Swatches เพื่อเพิ่มรูปแบบการเลือกสินค้า
ใน Woocommerce เราสามารถตั้งค่าได้หลายรูปแบบ เช่น จัดส่งฟรี ลงทะเบียน EMS พัสดุเก็บเงินปลายทาง (COD) คิดตามน้ำหนัก ยอดสั่งซื้อขั้นต่ำ สามารถกำหนดได้หมด
ซึ่งในการคิดค่าจัดส่งเราควรคำนวณสินค้าของเราให้ดี ถ้าสินค้าราคาถูกแล้วพอบวกค่าจัดส่งเพิ่ม ลูกค้าบางคนก็เลือกที่จะไม่ซื้อเพราะจริงๆแล้วราคาไม่ได้ถูกเลย แต่กลับบางรายราคาสูงกว่าแต่ค่าจัดส่งฟรี เป็นเราจะเลือกจากเจ้าใหน เพราะนี่คือการตลาดรูปแบบหนึ่งในการตั้งราคา
ในการตั้งค่าบางอย่างมีนั้นความซับซ้อนมากเพราะมีเงื่อนไขเกี่ยวกับสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่มีสินค้าจำนวนมากๆและหลากหลายหมวดหมู่ ส่วนใหญ่ web ขายสินค้าเจ้าดังๆ จะตั้งค่าจัดส่งแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน หรือไม่ก็ส่งฟรี คือคิดค่าจัดส่งรวมไปที่ราคาสินค้านั้นเลย หรืออาจตั้งเป็นราคากลางๆ เช่น ยอดเกิน 250 ส่งฟรี , ลงทะเบียน 30, Ems 70, Kerry 80 เพื่อความสะดวกในการคิดค่าจัดส่ง
ดังนั้นเราจะมาใช้ ฟังก์ชั่นที่ WooCommerce จัดเตรียมใว้ให้ในการตั้งค่า โดยไม่ต้องลงส่วนเสริม(Plugins) มาช่วย โดยจะแบ่งออกเป็น
Shipping Zones คือ การแบ่งโซนการจัดส่งเป็น ทวีป ประเทศ ภาค จังหวัด หรือจะแบ่งโซนตามรหัสไปรษณีย์ เพื่อแยกการคิดค่าการจัดส่งเป็นโซนๆไป ตามที่เรากำหนด
Flat Rate คือ การตั้งอัตราค่าจัดส่งแบบคงที่ เช่น Ems 70 บาท , kerry 80 บาท โดยจะคิดเป็นเรทเดียวไปเลย ไม่สนใจว่าจะซื้อกี่ชิ้น ราคายอดรวมเท่าไร
Free Shipping คือ ค่าจัดส่งฟรี แต่สามารถตั้งเงื่อนไขได้ เช่น ส่งฟรีเมื่อซื้อสินค้าครบ xxx บาท หรือสั่งซื้อสินค้า 2 ชิ้นขึ้นไปจัดส่งฟรี
Local Pickup คือ การให้ลูกค้าสามารถมารับสินค้าเองที่หน้าร้านของเราได้
อัตราคงที่แบ่งตามโซนจัดส่ง เป็นการแบ่งโซนการจัดส่งแล้วคิดตามอัตราที่ได้แบ่งโซนใว้
ตย. ที่ 1 กรุงเทพและปริมณฑล EMS 70 บาท ต่างจังหวัด 100 บาท
ตย. ที่ 2 ทั่วประเทศ EMS 70 บาท ยกเว้น 3 จังหวัดภาคใต้ 100 บาท
กำหนดโซนการจัดส่งเป็นแบบทั่วประเทศ แต่คิดการจัดส่งแยกเป็น
ลงทะเบียน 30 บาท
EMS 70 บาท
Kerry 80 บาท
เมื่อยอดสั่งซื้อ 1000 ขึ้นไปทำการจัดส่งฟรี แต่ถ้าไม่ถึง 1000 บาท จะเข้าเงื่อนไขที่ได้กำหนดใว้
เป็นการคิดค่าจัดส่งสินค้าแต่ละชิ้น เช่น สินค้าราคา 500 ค่าจัดส่งชิ้นละ 10 บาท ก็จะได้ สูตรในการคำนวณก็คือ [qty]*10 (qty คือจำนวนสินค้า)*ค่าจัดส่ง
เป็นการคิดค่าจัดส่งเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย เช่น สินค้าราคาทั้งหมด 1000 บาท ค่าจัดส่ง10 % จากยอดขาย ก็จะได้ สูตรในการคำนวณก็คือ [cost]*0.1 (cost คือราคารวมสินค้า)* จำนวน%
1 % = 0.01
10% = 0.1
100% = 1
ในการคิดค่าจัดส่งแบบพัสดุเก็บเงินปลายนั้นจะมีค่าบริการ 3% จากราคาสินค้า ที่ทางผู้ให้บริการจะทำการเรียกเก็บจากผู้ขาย เช่น สินค้า 1000 บาท Kerry จะเรียบเก็บเงินจากเรา 30 บาทเป็นค่าบริการเก็บเงินปลายทาง เราจะได้รับเงินจาก Kerry 970 บาท ดังนั้นเราก็จะทำการคิดเป็น % เพิ่มไปกับตัวสินค้านั้นเลยพร้อมกับบวกค่าจัดส่งเข้าไปด้วย
ตย.สินค้า 1000 บาท , ค่าบริการเก็บเงินปลายทาง 3% , ค่าจัดส่ง 70 บาท ก็จะได้สูตร [cost]*0.03+70 = [1000]*0.03+70 = 1,100
เป็นการคิดค่าจัดส่งแยกตามกลุ่มสินค้าที่เรากำหนดขึ้นเป็นแต่ละราคาของกลุ่มที่ได้กำหนด เช่น
กำหนดสินค้าเป็นที่บรรจุในขวด เช่น น้ำหอม เหล้า เบียร์
กำหนดเป็นสินค้ากลุ่มที่แตกหักง่าย เช่น กระจก ขวด แก้ว กรอบรูป
เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ต้องมีการบรรจุที่แน่นหนาเพื่อป้องกันความเสียหายจึงทำให้ต้นทุนในการขนส่งเพิ่มขึ้นไปอีก จึงจำเป็นต้องมีค่าจัดส่งเพิ่มเติม อาจเรียกว่าสินค้ากลุ่มพิเศษ จากปกติราคาขนส่งกำหนดราคาคงที่ 70 บาท เมื่อเป็นสินค้ากลุ่มพิเศษก็ให้ทำการบวกเพิ่มไปตามที่ต้นทุนในการบรรจุเพิ่มขึ้น ตัวระบบก็จะทำการบวกเพิ่มขึ้นไปให้ตามที่เราได้กำหนดกลุ่มสินค้านั้นๆ
การสร้างคูปองเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในส่งเสริมการขายหรือสร้างกิจกรรมแล้วทำการแจกคูปองเพื่อนำมาใช้ในร้านค้า เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า โดยตัวคูปองสามารถกำหนดได้ดังนี้
ระบุจำนวนเงินเป็นเพื่อใช้เป็นส่วนลด
ระบุเป็นเปอร์เซ็นเพื่อใช้เป็นส่วนลด
กำหนดจำนวนคูปองทั้งหมด สามารถใช้ได้กี่ครั้ง
กำหนดจำนวนคูปองต่อผู้ใช้ 1 คน
ระบุวันหมดอายุ
ระบุเงื่อนไขการใช้คูปองให้สามารถใช้ได้กับ สินค้า / หมวดหมู่ / ยอดขั้นต่ำ
เป็นการจัดการแก้ไข ยกเลิก ระบุสถานะสินค้า ส่งข้อความไปถึงลูกค้า บันทึกข้อความ เพิ่มสินค้าเข้าไปในรายการสั่งซื้อ
วิธีการชำระเงิน จะใช้อยู่ 3 รูปแบบ คือ
โอนเงิน
เก็บเงินปลายทาง
ตัดผ่านบัตรเครดิต PayPal
ใน WooCommerce จะไม่มีฟังก์ชั่นการติดตามสถานะมาให้ด้วย แต่จะมี Plugins เอาใว้ใช้งานหลายตัว
Plugins ที่จะแนะนำคือ MIMO Woocommerce Order Tracking พัฒนาโดยคนไทย ใช้งานง่าย เพียงแค่กรอก TrackID ของผู้ให้บริการ เพิ่มผู้ให้บริการ และแนบรายละเอียดการติดตามไปที่ Mail ด้วย
เนื่องจากระบบ E-commerce ในเมืองไทยนิยมใช้การโอนเงินในการสั่งซื้อสินค้า แต่ปัญหาคือ WooCommerce ไม่มีฟอร์มสำหรับแจ้งการโอนเงินมาให้ วิธีแก้ปัญหาคือจะใช้ Plugins ประเภท Form เพื่อสร้างฟอร์มสำหรับเอาใว้ให้กรอกรายละเอียดเพื่อแจ้งการโอนเงิน หรือใช้เป็นการแจ้งผ่าน Line / FB ซึ่งไม่ค่อยสะดวกเท่าไร แต่มีผู้พัฒนา Plugins สำหรับแจ้งการโอนเงินโดยเฉพาะซึ่งเป็นคนไทย มีชื่อว่า Woocommerce-confirm-payment ที่สำคัญฟรี มีฟังก์ชั่นหลักๆดังนี้
เพิ่มบัญชีธนาคารและอัพโหลดโลโก้ได้ไม่จำกัด
ป้องกันการแจ้งเงินปลอม เลือกที่จะยอมรับหรือปฏิเสธการแจ้งชำระเงินของลูกค้าได้
ลูกค้ามารถดูสถานะการแจ้งชำระเงินและประวัติย้อนหลังได้
รองรับการแจ้งเตือน line notify
บันทึกการแจ้งชำระเงินทุกขั้นตอนไว้ในโน้ตของ woocommerce
ฟอร์มแจ้งชำระเงินใช้ html5 สะดวกสำหรับการใช้งานในมือถือ
เนื่องจากระบบ E-commerce ในเมืองไทยนิยมใช้การโอนเงินในการสั่งซื้อสินค้า แต่ปัญหาคือ WooCommerce ไม่มีฟอร์มสำหรับแจ้งการโอนเงินมาให้ วิธีแก้ปัญหาคือจะใช้ Plugins ประเภท Form เพื่อสร้างฟอร์มสำหรับเอาใว้ให้กรอกรายละเอียดเพื่อแจ้งการโอนเงิน หรือใช้เป็นการแจ้งผ่าน Line / FB ซึ่งไม่ค่อยสะดวกเท่าไร แต่มีผู้พัฒนา Plugins สำหรับแจ้งการโอนเงินโดยเฉพาะซึ่งเป็นคนไทย มีชื่อว่า Woocommerce-confirm-payment ที่สำคัญฟรี มีฟังก์ชั่นหลักๆดังนี้
เพิ่มบัญชีธนาคารและอัพโหลดโลโก้ได้ไม่จำกัด
ป้องกันการแจ้งเงินปลอม เลือกที่จะยอมรับหรือปฏิเสธการแจ้งชำระเงินของลูกค้าได้
ลูกค้ามารถดูสถานะการแจ้งชำระเงินและประวัติย้อนหลังได้
รองรับการแจ้งเตือน line notify
บันทึกการแจ้งชำระเงินทุกขั้นตอนไว้ในโน้ตของ woocommerce
ฟอร์มแจ้งชำระเงินใช้ html5 สะดวกสำหรับการใช้งานในมือถือ
Short Code **
[ wcp_confirm_payment_form ] > แจ้งโอนเงิน
[ woocommerce_order_tracking ] > เช็คสถานะสินค้า
** ภายใน Shortcode ตัวอักษรไม่ต้องเว้นวรรค ให้ติดกันทั้งหมด
Shop sidebar ใน Widget จะมี Sidebar ที่ชื่อว่า Shop sidebar ให้ใช้งานเพื่อแสดงเมนูด้านข้างของหน้ารวมสินค้า (เพิ่ม Widget ได้เอง)
Product sidebar ใน Widget จะมี Sidebar ที่ชื่อว่า Product sidebar ให้ใช้งานเพื่อแสดงเมนูด้านข้างของหน้ารายละเอียดสินค้า (เพิ่ม Widget ได้เอง)
ใน Theme Flatsome จะมีเครื่องมือในการปรับแต่งการแสดงผลของรายการสินค้า โดยแบ่งเป็นแต่ละหัวข้อเอาใว้ให้สำหรับปรับการแสดงผล ซึ่งจะแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้
เป็นหน้ารายละเอียดของสินค้า จะอยู่ใน Product page สามารถปรับแต่งการแสดงผลของรายการสินค้าหลายแบบ
เป็นการปรับแต่งในส่วนของ เมนู My Account โดยสามารถเพิ่ม Element ต่างๆได้อีก
SEO หรือ Search Engine Optimization แปลให้ง่ายที่สุดก็คือการทำให้บทความหรือเนื้อหาใน Web ของเราเป็นไปตามกฎของ Search Engine นั้นก็คือ Google ซึ่งจะมีกฎหลักๆดังนี้
กำหนดคีย์เวิร์ด หรือคำค้นหาที่จะให้ติดอันดับการค้นหาใน Google
ตั้งชื่อบทความโดยใส่คีย์เวิร์ดลงไปด้วย
คำในบทความต้องมีความยาว 300 คำขึ้นไป
ตั้งชื่อ slug ของบทความ (slug คือ ชื่อของ Link)
ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Meta description คือการอธิบายบทความแบบสั้นๆ
ต้องมีคีย์เวิร์ดในย่อหน้าแรกของบทความ
เอาคีย์เวิร์ดมาตั้งเป็นหัวข้อ แล้วกำหนดเป็น H1, H2, H3
ในบทความต้องมีการทำ บูลเล็ท หรือ การทำคอนเท้นท์ให้เป็นข้อๆ
รูปภาพต้องมี alt text เดียวกันกับคีย์เวิร์ด คือคำอธิบายรูป
คีย์เวิร์ดต้องมีจำนวนกำลังดี ไม่มากจนเกินไป อาจเป็น Spam
เขียนสรุปบทความ
มี internal link คือการ link ไปหาบทความที่เกี่ยวข้องภายใน Web
มี Outbound Link คือการ link ไปหาบทความที่เกี่ยวข้องภายนอก Web เพื่อเป็นการอ้างอิงแหล่งที่มา
ซึ่งการทำ SEO จะมีเทคนิคที่เยอะมาก ดังนั้นเราควรศึกษาเพิ่มเติมในส่วนนี้เพราะจะช่วยให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้น
ในการติดต่อกับลูกค้านั้น ตัวที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจมากที่สุดก็คือนั้นก็คือการตอบคำถามของร้านค้าที่รวดเร็ว สิ่งที่จะนำมาใช้คือระบบ Chat ซึ่งจะใช้ Plugins Whatshelp เป็นตัว Chat ของระบบ ซึ่งสามารถใช้งานได้ฟรี โดยสามารถติดตั้งตัว
Line ID
Facebook Fanpage
เบอร์ติดต่อ
ข้อความต้อนรับ
การจัดทำ Website นั้นจุดประสงค์เพื่อต้องการเผยแพร่ข้อมูล ดังนั้นถ้าต้องการให้ผู้ที่เยียมชมสามารถส่งข้อมูลเข้ามาที่ Web ได้นั้น จำเป็นจะต้องมี Form สำหรับกรอกข้อมูลเพื่อส่งข้อมูลเหล่านั้นเข้ามาที่ website เราได้ ซึ่งมี Plugins หลายตัวให้ได้เลือกใช้งาน การใช้งานก็ยากง่ายแตกต่างกันไปมีทั้งฟรีและเสียเงิน แต่ในที่นี้จะแนะนำ Plugins everest-forms สำหรับสร้าง Form รับข้อมูล ใช้งานง่ายเพียงแค่ Drag&Drop เท่านั้น
ในการสร้างระบบ Login ด้วย Facebook นั้นเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งานในการสมัครสมาชิกเข้า Website โดยจะใช้ Plugins Nextend Social Login and Register เป็นตัวเชื่อมระบบระหว่าง Web เราและ Facebook
เมื่อสร้าง Website เสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญคือการนำ Website Submite ไปที่ Google เพื่อให้ Google ทำการจัดเก็บ Web ของเราเข้าในระบบ เพื่อการค้นหาใน Google
Google Analytics คือตัวเก็บสถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์ จะเก็บพฤติกรรมของคนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ จะรายงานว่าในแต่ละวันมีผู้เข้าใช้งานเว็บเท่าไร เป็นผู้ใช้หน้าใหม่เท่าไร หรือหน้าเก่าเท่าไร เข้ามาจากทางไหน ซึ่งเมื่อเราได้ข้อมูลเหล่านั้นมาแล้ว เราก็สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้อีก
เนื่องจาก WordPress ตั้งแต่ Version 5.0.3 จะเปลี่ยนตัวแก้ไขข้อความหรือ Editor ไปเป็น Gutenberg ซึ่งเป็น Editor ตัวใหม่ที่จะนำมาใช้แทน Editor ตัวเก่า ถ้าต้องการใช้ Version เดิม ให้ทำการติดตั้ง Plugins Classic Editor
ใช้สำหรับเมื่อมีการ Update ข้อมูลหรือแก้ไข Website แล้ว หน้า Web ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ให้ทำการลบค่า Cache เพราะปกติระบบ WordPress จะทำการสร้าง Cache ของหน้า Web เอาใว้เพื่อลดการทำงานของ Server เมื่อมีการเรียกดูข้อมูลที่ซ้ำๆและไม่มีการประมวลผลบ่อยๆ จะทำการสร้าง Cache เอาใว้ให้ดึงข้อมูลจากส่วนนี้เพื่อลดการทำงานของ Server แต่พอเราทำการ Update หรือแก้ไขแล้วหน้าไม่เปลี่ยนแปลงก็เป็นผลมาจาก Cache ในระบบยังเป็นข้อมูลชุดเก่าอยู่ ซึ่งระบบ Cache โดยทั่วไปจะมีอายุประมาณ 24 ชม (ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า) แล้วจะทำการสร้างชุดใหม่แบบนี้วนไปเรื่อยๆ เราสามารถทำการลบ Cache เองได้โดยใช้ Plugins WP Super Cache
ในการจัดทำ Website นั้น สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ นั้นก็คือ การสำรองข้อมูลทั้งหมดของ Web เพื่อป้องกันข้อมูลอันมีค่าของ Web ศูนย์หาย อันอาจเกิดจากเหตุไม่คาดคิดทั้ง Server ล่ม โดนเจาะระบบ และอื่นๆอีกมากมาย และเมื่อเกิดเหตุดังกล่าว เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาได้ เพื่อให้ Web มา Online ได้อีกครั้ง ในการ Backup จะใช้ Plugins All-in-One WP Migration เป็นตัวจัดการโดยจะแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้
การ Backup ข้อมูล
การ Restore ข้อมูล คือการนำข้อมูลที่ Backup มา Restore เพื่อให้ได้ข้อมูลเดิมกลับมา
ในการจัดทำ Website นั้น สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ นั้นก็คือ การสำรองข้อมูลทั้งหมดของ Web เพื่อป้องกันข้อมูลอันมีค่าของ Web ศูนย์หาย อันอาจเกิดจากเหตุไม่คาดคิดทั้ง Server ล่ม โดนเจาะระบบ และอื่นๆอีกมากมาย และเมื่อเกิดเหตุดังกล่าว เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาได้ เพื่อให้ Web มา Online ได้อีกครั้ง ในการ Backup จะใช้ Plugins All-in-One WP Migration เป็นตัวจัดการโดยจะแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้
การ Backup ข้อมูล
การ Restore ข้อมูล คือการนำข้อมูลที่ Backup มา Restore เพื่อให้ได้ข้อมูลเดิมกลับมา
คอร์สเรียนสร้างเว็ปไซต์สำหรับขายสินค้าออนไลน์ ด้วย WordPress + WooCommerce เป็นการเรียนรู้พื้นฐานเบื้องต้นของ WooCommerce ซึ่งเป็นปลั๊กอินเสริมของเวิร์ดเพรส (WordPress) เมื่อเรียนจบคอร์สสามารถสร้างเว็ปไซต์ร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้ทันที ด้วยเทมเพลตร้านค้าออนไลน์ที่ทางเราได้จัดเตรียมใว้ให้ สามารถถปรับแต่งเว็ปไซต์ตามที่คุณต้องการได้ง่าย ๆ เหมาะสำหรับทำเว็ปไซต์ขายสินค้าเป็นของตัวเอง เว็ปไซต์แคตตาล็อค ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการอื่น ๆ อีกมากมาย ที่คุณจะสามารถแก้ไขรายละเอียดของสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม เพียงแค่ลากแล้ววาง (Drag and Drop) ก็ได้ข้อมูลตามที่เราต้องการ