
แนะนำตัวคร่าวๆสำหรับไฟล์ที่แนบมาจะเป็นไฟล์นิยาย ที่สามารถโหลดไปศึกษากันได้ค่ะ(ยังไม่จบ)
ถ้าคุณฝันที่จะเป็นนักเขียนนิยายแล้ว คุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มีคนหลายคนที่อยากที่จะเขียนเรื่องนั้นออกมา ที่จะสามารถจับใจคนอ่านได้ และกลายเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์เล่มถัดไป โชคร้ายที่ มีหลายคนที่อยากจะเป็นนักเขียน แต่ไม่ยอมเขียนจริงๆ และสิ่งต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณต้องพิจารณาถ้าคุณจริงจังที่จะเขียนนิยายที่ดีออกมา
1.สม่ำเสมอ
โดยการเขียนทุกวัน การที่จะเป็นนักเขียนที่ดีได้ คือต้องเขียนทุกวัน การเขียนทุกวันจะทำให้คุณโฟกัสไปที่การปรับปรุงทักษะและเสริมสร้างจินตนาการของคุณ จัดเวลาเขียนอะไรวันละนิดหน่อย ไม่ว่ามันจะเป็น journal,บทความ หรือไอเดียเรื่อง คุณต้องเขียนทุกวัน การเขียนทุกวันจะทำให้คุณเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่งที่หลายๆคนยากที่จะเอาชนะได้
2.โฟกัสที่เทคนิค
การเขียนนิยายที่ต้องการเทคนิคบางอย่างเช่นการเขียนบทสนทนา การสร้างพล็อตหรือ หรือการสร้างคาแรคเตอร์ที่มันจะดึงดูดผู้อ่าน ใช้เวลาในการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จะทำให้ทักษะในการเล่าเรื่องคุณดีขึ้นค่ะ
3.เรียนรู้ที่จะอีดิทสิ่งที่เขียนไป
เราได้ยินว่านักเขียนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากใช้เวลาในการดูและแก้ไขนิยายของตัวเอง นี่เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าเมื่อคุณเขียนไป ไอเดียของคุณจะไหล บางทีก็ไหลไวกว่าสิ่งที่คุณสามารถเขียนได้จริงๆ ทำให้มันมีการเขียนผิดหลักไวยากรณ์และสะกดผิด เทคนิคในการย้อนไปดูต้นฉบับของคุณคือการที่จะเขียนถึงเทคนิคที่จำเพาะบางอย่างเช่น โทนของบทสนทนา ภาษาในการบรรยาย การไหลของไอเดีย การอ่านบทสนทนาออกมาดังๆช่วยให้คุณสามารถค้นพบข้อผิดพลาดในการเขียน โดยการอ่านและฟังคำพูดของคุณ คุณสามารถที่จะได้รับคำวิจารณ์ที่ดีขึ้นจากบทสนทนาที่สมเหตุสมผล
4.เรียนรู้ในการทำการตลาดงานของคุณ
ใช่เราพูดถึงการตลาด นิยายหรือเรื่องที่ดีๆหลายๆเรื่องนั้นถูกซ่อนเอาไว้เพราะไม่มีใครรู้จักหรือเคยอ่าน ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องเรียนรู้ในการทำการตลาดนิยายของคุณ ไม่ว่าคุณจะพิมพ์เองหรือพิมพ์กับสำนักพิมพ์ การเรียนรู้ที่จะทำการตลาดให้กับหนังสือของคุณนั้นทำให้เกิดโอกาสมากขึ้นในการเป็นนักเขียนนิยายที่ดัง
ถ้าคุณทำตามหลักการสี่ข้อนี้ คุณจะได้รับความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลวในการเดินทางของคุณที่จะเป็นนักเขียนนิยายชื่อดัง ด้วยเทคโนโลยีของโลกปัจจุบัน การเขียนนิยายนั้นง่ายกว่าเดิมมาก ทำให้การเขียนนิยายเป็นนิสัยหนึ่งของคุณ แล้วคุณจะพบว่าคุณสามารถเล่าเรื่องต่างๆได้ดีขึ้นค่ะ
เราสามารถบอกทางที่ดีที่สุดในการเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายให้กับคุณได้ นักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จนั้น “มีความหลงใหลขั้นสุด” แหม…เกือบจะเขียนคำว่า “มีแรงกระตุ้น”ไปแล้ว แต่นั่นไม่ถูก อย่างนึงก็คือ คุณอาจจะมีแรงกระตุ้นมากแล้วก็ได้ ไม่งั้นคุณคงไม่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน หรือนักเขียนนิยายแต่แรก ใช่ไหม?
คุณไม่ได้ตัดสินใจที่จะทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อนเท่าการเขียนการ์ตูนหรือเขียนนิยาย คุณอาจจะกำลังคิดถึงมัน หรือลงมือเขียนไปแล้วจริงๆเป็นปี แล้วทำไมคุณต้องการคนมาบอกให้คุณตื่นเต้น เกี่ยวกับการเขียนนิยายของคุณในเมื่อคุณมีสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว
อย่างที่สองคือ แรงกระตุ้นนั้นไม่เพียงพอ ไม่ใช่แค่ตัวมัน
แน่นอน มันดีเมื่อคุณกำลังเริ่ม และมันดีสำหรับการที่จะทำให้คุณยังอยู่ในเส้นทางเมื่อถนนนั้นยังคงราบเรียบ แต่ถ้าคุณเจออุปสรรคในเส้นทางนี้ และอุปสรรคอื่นอีกหละ แรงกระตุ้นอย่างเดียวไม่เพียงพอเวลาที่ทุกอย่างนั้นยากลำบาก
ดังนั้นจุดมุ่งหมายของบทความนี้คือ ช่วยเหลือให้คุณนำแรงกระตุ้นที่คุณมีอยู่แล้ว และทวีคุณมันไปสิบเท่าจนกระทั่งกลายเป็นความหลงใหลขั้นสุด ทำไม? เพราะว่าถ้าคุณนั้นหลงใหลเกี่ยวกับการเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายแล้ว ไม่มีอะไรบนถนนนี้ใหญ่เกินที่จะหยุดคุณไว้ได้ อย่าเข้าใจผิด การเขียนและการตีพิมพ์การ์ตูนหรือนิยายนั้นมันจะต้องดีอย่างที่มันเป็น แต่ไม่อยากจะโม้ให้คุณอยู่ในเทพนิยายและบอกว่ามันจะไม่ยากลำบาก แต่นั่นมันก็คุ้มค่าใช่ไหม
ฟลาวเบิร์ตกล่าวคำนี้ไว้
การเขียนคือชีวิตของสุนัขตัวนึง แต่เป็นชีวิตที่มีคุณค่ามากพอที่จะใช้ชีวิต
โดโรธี พาร์คเกอร์ เขียนไว้ว่า
ฉันเกลียดการเขียน แต่ฉันรักที่จะถูกเขียนถึง
เป็นอะไรที่สุดๆเลยแน่นอน การพูดถึงชีวิตของสุนัขตัวนึง และเกี่ยวกับการเกลียดการเขียนนั้นมันเหมาะสำหรับศิลปินที่ถูกทรมานมากกว่าคนที่มีความสุขในการเขียนนิยายหรือเขียนการ์ตูน
พูดอย่างนั้นคือ มันจริงที่นักเขียนนิยายหลายคนในวันนี้ รักที่จะถูกเขียน และเข้าใจว่าการลงมือเขียนนั้นเป็นถนนขรุขระที่ต้องการการเดินทางที่จะไปถึงตรงนั้น และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม คุณต้องการมากกว่าแรงกระตุ้น ที่จะทำให้คุณนั้นเดินทางต่อไปได้ในวันที่แย่ๆ
เมื่อคำพูดไม่ไหลออกมา และทุกคำที่คุณเขียน ดูไม่มีชีวิตชีวา เมื่อพล็อตเรื่องผูกกันแบบที่คุณไม่สามารถแก้ได้ เมื่อคุณเพียงแต่จะลงมาครึ่งตัวที่จะเป็นนักเขียนนิยายหรือนักเขียนการ์ตูน คุณจะเลิกทำมันเมื่อมีปัญหาในตอนแรก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมนักเขียนนิยายหลายคนทิ้งการเขียนนิยายหลังจากเขียนไปได้สองสามบท หรือ เขียนการ์ตูนไปได้ตอนนึงแล้วก็ทิ้ง และเก็บมันไว้ในลิ้นชัก โดยไม่ออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกเลย ถ้าคุณมีความหลงใหลขั้นสุด จะไม่มีอะไรสามารถมาหยุดคุณได้ค่ะ
คุณจะรู้สึกมีความหลงใหลในการเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายได้ยังไง?
ความตื่นเต้นที่คุณมีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ดังนั้นนำความตื่นเต้นนั้นมาใช้ไปสู่ขั้นต่อไป คุณต้องการที่จะเข้าใจว่า คุณนั้นต้องทำทุกวิถึทางที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จให้ได้ เราจะพูดอีกที
คุณต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะสำเร็จ
ไม่เชื่อหรือ งั้นเช็คหนทางแห่งความสำเร็จของนักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายเจ็ดประการ ในขณะที่คุณอ่านไป คุณจะรู้ว่าคุณมีสิ่งที่ต้องการในการมีชีวิตเป็นนักเขียนการ์ตูน หรือนักเขียนนิยายอยู่แล้ว
1.การเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายต้องการพรสวรรค์
นักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายนั้นไปสู่จุดที่เขาเป็นได้จากพรสววรค์และการทำงานหนัก การตัดสินใจ เขาไม่ได้ไปถึงที่นั่นเพราะเขาเป็นอัจฉริยะ หรืออยู่เหนือพวกเรา
การเขียนการ์ตูนหรือการเขียนนิยายไม่ได้เป็นศิลปะชั้นสูงที่รับใช้ชนชั้นสูง (ถึงแม้ว่าจะมีคนในวงการวรรณกรรมหัวสูงจะคิดแบบนั้น) มันเป็นอะไรที่คนที่มีความฉลาดระดับพอโอเค และมีความคิดสร้างสรรค์สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้
ไม่เชื่อเราหรือ นี่คือสิ่งที่สตีเฟนคิง เขียนเอาไว้
พรสวรรค์นั้นราคาถูกกว่าเกลือ อะไรที่แยกระหว่างพรสววรค์กับคนที่ประสบความสำเร็จคือการทำงานหนัก
และนี่คือสิ่งที่คล้ายกันจากนักเขียนนิยาย จอห์น เออร์วิง
ผมจะไม่พูดว่า การมีพรสววรค์เป็นเรื่องพิเศษ มันแสดงให้เห็นว่าผมมีความอึดระดับไม่ธรรมดา
การทำงานหนักและความอึด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จำเป็นในการที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยาย
แน่นอน พรสววรค์เป็นเรื่องที่จำเป็น แต่นี่คือสิ่งที่ทำไมเราถึงบอกคุณว่าคุณต้องทำทุกวิถึทาง
อย่างแรก คุณสนใจในการเขียนและการวาดรูป ไม่งั้นคุณคงไม่มาเจอเว็บนี้ อีกอย่างก็คือ การเขียนนิยายหรือการเขียนการ์ตูนนั้นไม่มีทางปรากฏต่อคุณ โดยปราศจากความรักในการอ่าน จินตนาการอันโลดแล่น และ ความสงสัยตามธรรมชาติเกี่ยวกับโลกนี้ที่เราเรียกว่าบ้าน และความปราศนาในการที่จะแสดงเอาความคิดสร้างสรรค์อันนั้นออกมา แทนที่จะเป็นอย่างนั้น คุณอาจจะถูกดูดเข้าไปวงการอาหาร หรือดนตรี หรืออื่นๆที่คุณมีความถนัดตามธรรมชาติ
อย่างที่สองคือ คุณมีอะไรที่จะพูดมากมาย ไม่มีใครเห็นโลกด้วยตาคุณเองมาก่อน หมายถึงคุณอาจจะช่วยไม่ได้ที่จะเป็นคนที่มีความเป็นเอกลักษณ์และน่าสนใจ ตราบเท่าที่นั่นมาจากใจ
และใช่ ถ้าคุณคิดว่าคุณมีชีวิตที่น่าเบื่อและไม่ค่อยโอเค ไม่มีจินตภาพเท่าไร(ทุกคนอาจจะรู้สึกแบบนั้น)
ถ้าคุณอยากที่จะเป็น นักดนตรีมืออาชีพ หรือนักตีกอล์ฟมืออาชีพ พรสววรค์ที่ไม่ธรรมดาอาจจะจำเป็น แต่มันไม่เหมือนกันกับการสีไวโอลินหรือตีกอล์ฟ เพราะภาษาในการเล่าเรื่องเป็นสิ่งที่อยู่ติดกับมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่อายุยังน้อย
การนำเอาทักษะนี้ไปอีกขั้นนึงก็แค่การขยายในสิ่งที่เราสามารถทำได้ในแต่ละวันโดยไม่ต้องคิดถึงมัน
ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างที่คุณเขียนจะกลายเป็นอะไรที่ดีงามพระรามเก้าหมด คุณยังต้องเรียนรู้ในศิลปะและการฝึก ฝึก และฝึก
มันก็แค่แสดงให้เห็นว่าคุณต้องมีความเชื่อในตัวเอง ความเชื่อด้วยความรู้และการฝึกฝน ทักษะการเล่าเรื่องที่เป็นธรรมชาติของคุณจะเสียความดิบไปแล้วทำให้คุณสามารถที่จะเขียนการ์ตูน เขียนนิยายอย่างมืออาชีพได้
การเขียนการ์ตูนหรือเขียนนิยายไม่ได้ยากเท่าที่คุณอยากที่จะทำมัน ถ้าคุณเป็นพวกใช้สำนวนสวิงสวาย วาดภาพอลังการ ก็ทำไป แต่การ์ตูนภาพง่ายๆ ใช้สำนวนง่ายๆก็สามารถเกิดได้เช่นกัน และรู้ไหมว่า ทุกคนสามารถวาดรูปง่ายๆ และเขียนง่ายๆ ไม่มีสำนวนเวอร์วังอลังการอะไร
ดังนั้นการเขียนคำพูดจริงๆ ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคุณ เหมือนกับสิ่งอื่นๆ เช่นการเขียนพล็อต และสร้างคาแรคเตอร์ที่จะทำให้ผู้อ่านรัก นั่นคือความสงสัยของการเรียนรู้ศิลปะตรงนี้
2.การเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยาย ต้องการความเป็นต้นฉบับ หรือออริจินอล
เรย์มอนด์ คาร์เวอร์กล่าวไว้ว่า
นักเขียนที่มีวิธีการพิเศษในการดูสิ่งต่างๆ และให้การอธิบายหรือบรรยายวิธีการดูนั้นๆออกมา นักเขียนนั้นจะอยู่ไประยะนึงเลยทีเดียว
ความเป็นต้นฉบับนั้น ประกอบไปด้วยแนวรูป แนวการ์ตูนที่เราเขียน แนวนิยายที่เราเขียน วิธีในการเขียนประโยค การใช้คำ และสิ่งที่เราเขียนถึง (หัวข้อที่เราเขียนถึง สิ่งที่เราค้นหาในการ์ตูนหรือนิยายของเรา)
ทุกคนเป็นต้นฉบับอยู่แล้วหรือเปล่า คำตอบคือใช่ เพราะไม่มีใครเห็นโลก และมองโลกแบบที่เราเห็นและมองโลกแบบที่เราเป็น มีแค่เราเท่านั้น ที่ประสบเหตุการณ์แบบที่เราประสบ คิดในแบบที่เราคิด มีอารมณ์เดียวกับที่เรามี ดังนั้น ถ้าคุณเขียนนิยายจากดวงตาในการมองโลกของคุณ ไม่มีทางเลยที่นิยายหรือการ์ตูนนั้นจะไม่ออริจินอล
เมื่อคุณเขียนถึงบางสิ่ง อะไรก็ได้ มันง่ายที่จะเขียนในเรื่องที่เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป อีกนัยหนึ่ง คุณให้วิสัยทัศน์แก่คนอ่าน ไม่ใช่ว่าโลกเป็นอย่างไรสำหรับคุณ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนมองว่าโลกเป็นอย่างไรมากกว่า
ถ้าคุณอยากที่จะอธิบายต้นไม้ พริ้วไหวตามแรงลม ยกตัวอย่างนะ ให้อธิบายว่าต้นไม้นั้นเป็นอย่างไรสำหรับคุณ(หรือว่าตัวละครในจินตนาการของคุณ ที่เป็นส่วนหนึ่งของคุณเช่นกัน) อย่าอธิบายว่า ต้นไม้พริ้วไหวตามแรงลมเป็นอย่างไรในสายตานักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายนับพันที่มาก่อนคุณ อย่าตามคนอื่น คนอ่านต้องการความออริจินอล เสียงที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ เสียงที่เหมือนๆกันกับคนอื่น ถึงแม้คุณจะชอบงานคนอื่นยังไง อย่าให้มันมีอิทธิพลเหนืองานของคุณ
เรย์มอนด์ คาร์เวอร์ นักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกัน สรุปไว้ดังนี้
นักเขียนที่ดีทุกคนสร้างโลกขึ้นมาจากเสปคของเขา มันเป็นโลกของเขาไม่ใช่โลกของคนอื่น มันเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถแยกนักเขียนคนหนึ่งออกจากอีกคนได้ ไม่ใช่แค่พรสววรค์ เพราะสิ่งนั้นมีอยู่มากมายแล้ว
อีกนัยหนึ่งเป็นตัวเอง มันโอเคที่จะได้รับแรงบันดาลใจจากนักเขียนการ์ตูนท่านอื่นๆ แต่อย่าตั้งเป้าว่าจะเป็น “(ใส่ชื่อนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายที่คุณชอบ”)คนถัดไป พยายามที่จะเป็นตัวเอง แต่เป็นตัวคุณเองเท่านั้น
3.คุณต้องการความรักในการอ่าน
มันไม่เกี่ยวกับประเภทของนิยายหรือการ์ตูนที่คุณอ่าน ถ้าคุณชอบอ่านนารูโตะ วันพีซ ดราก้อนบอล คุณก็อ่านไป คุณชอบอ่าน Game of throne คุณก็อ่านไป อ่านในสิ่งที่คุณรัก ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่าคุณจะรักค่ะ
และมันไม่สำคัญ ถ้าคุณเลิกอ่าน เมื่อคุณเขียน เพราะว่านักเขียนนิยายหลายคน อย่างเช่น อลิซ ฮอฟแมน ทำแบบนั้น
เวลาฉันเขียน ฉันไม่อ่าน และฉันเขียนเยอะมาก รู้สึกแย่ที่จะยอมรับค่ะ
แต่ว่าเธอได้พูดในสัมภาษณ์อันต่อมา มีเหตุผลอยู่เบื้องหลังสิ่งนี้
ฉันไม่ได้อ่านเยอะอย่างที่เคยอ่าน จำนวนมากเป็นอะไรที่ฉันค้นหาเพื่อที่จะเป็นทางออกในการเขียนและสิ่งอื่นๆคือฉันไม่อยากติดสำนวนของคนอื่นเมื่อฉันทำงาน การอ่านระหว่างที่เขียนนั้นขึ้นอยู่กับคุณ ถ้าคุณไม่รู้สึกว่ามันดึงดูดความสนใจนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี อ่านต่อไป ถ้าคุณคิดว่ามันดึงดูดความสนใจ คุณค่อยอ่านเมื่อคุณพักจากการเขียนการ์ตูนหรือเขียนนิยายก็ได้
นักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายก็ต้องการการพักผ่อนเหมือนกันนะ
สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณรักในการอ่านการ์ตูนหรือเขียนนิยายในบางจุดของชีวิต
นักเขียนการ์ตูนหรือนิยายบางคนชอบอ่านตอนยังเด็ก แต่อย่าเป็นห่วงเมื่อคุณไม่ได้ชอบอ่านจนถึงตอนหลังของชีวิต ตราบเท่าที่คุณชอบ และอยากที่จะเห็นนิยายหรือการ์ตูนของตัวเองตีพิมพ์ คุณจะโอเค
ทำไมความรักในการอ่านถึงสำคัญ
เพราะว่าการอ่านการ์ตูนหรือนิยายนั้นสอนคุณมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้คุณอยากที่จะเป็นนักเขียนนิยายด้วยตัวเองและการอ่านนิยายจะทำด้วยสายตาอันวิเคราะห์มากกว่าเดิม มันสอในเรื่องศิลปะ มันสอนเกี่ยวกับกฏ ต่างๆในแนวที่เราเลือก (มันจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่นิยายของคุณควรจะมีหรือไม่ควรจะมี เพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านพอใจในแนวของนิยายนั้นๆ) นอกจากนี้ การรักในนิยายหมายถึงการที่คุณหลงใหลในมัน และถ้าปราศจากมัน คุณอาจจะยากที่จะเขียนมันออกมา
4.การเป็นนักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูน ใช้ craftmanship
การเรียนรู้เกี่ยวกับกฏในการเขียนนิยายและเขียนการ์ตูน ไม่เพียงพอ คุณจะต้องกลายเป็นมาสเตอร์ของงานคราฟท์ของคุณ เหมือนกับนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายค่ะ
ในโลกแห่งการแข่งขันนี้ การมีทฤษฏีในการเขียนนิยายและเขียนการ์ตูนอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ใช่คุณอาจจะโชคดี แต่การ master งาน craft ของคุณหรือสิ่งที่ใกล้กัน ทำให้คุณอยู่เหนือคู่แข่ง และมันง่ายกว่าที่จะสำเร็จในตำแหน่งนั้นๆ
กลับไปยังยุคเก่า ก่อนที่จะจัดการอาชีพของคุณออนไลน์ นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายจำนวนมาก ถูกปฎิเสธ
ต้นฉบับจากสำนักพิมพ์
คาแรคเตอร์อ่อนไป
พล็อตมีช่องโหว่
บทสนทนาเยอะไป
การเขียนขาดชีวิตชีวา
และอื่นๆ
ณ.วันนี้ สำนักพิมพ์ก็ยังคงปฎิเสธด้วยเหตุผลแบบเดียวกัน
และถ้าคุณพิมพ์เอง คุณจะพบการปฏิเสธที่มีความหมายเท่ากันจากกลุ่มคนอีกกลุ่ม นั่นก็คือ นักอ่าน คุณจะสามารถอ่านความเห็นเขาได้ ในออนไลน์ ดังนั้นเรียนรู้ที่จะสร้างงานค่ะ
มันไม่ใช่ว่านักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูนส่วนมากไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ ศิลป์ในการสร้างการ์ตูนและนิยาย แต่ความรู้ของเขาไม่กว้างและลึก พอที่จะทำให้เขาสำเร็จ
เมื่อเขาตัดสินใจที่จะเขียนการ์ตูนหรือนิยาย เขาก็ไปซื้อฮาวทูตามร้านหนังสือมาอ่าน เปิดๆผ่านๆแล้วหวังว่านั้นจะทำให้เขาเก่งขึ้น แต่ไม่เลย ไม่สักนิด คุณคงไม่ได้เป็นหมอหรือทนาย แค่ไปยืนอ่านหนังสือในเรื่องนี้ แล้วทำไมการเป็นนักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูนมันถึงต้องต่างกันด้วย?
อะไรคือการเรียนรู้เกี่ยวกับ “ศิลปะ”
หลายๆคนบอกว่าศิลปะนั้นสอนกันไม่ได้ ก็เห็นด้วยบางจุดนะ จริงๆแล้วศิลปะนั้น ซึมซับมากกว่าเรียนรู้ ดังนั้นการอ่านการ์ตูนภาพสวยๆ อ่านนิยายสำนวนดีๆ อ่านการ์ตูนแนวที่เราต้องการจะเขียนได้ ดูรูปสวยๆเยอะๆ ก็คือการซึมซับชนิดหนึ่ง อันนี้เราว่าจริง และเรื่องนี้มันเกี่ยวโยงหลายส่วน นั่นก็คือ มันต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ การที่อ่อนจุดใดจุดหนึ่งนั้น ทำให้อีกจุดหนึ่งอ่อนไปด้วย
ศิลปะในนิยายหรือการ์ตูน ทำให้การ์ตูนและนิยายเรื่องนั้นเป็นที่จดจำ แต่ศาสตร์จะทำให้มันออกมาสู่โลกความจริง ศาสตร์ที่ไม่มีศิลป์นั้น ดูเครื่องจักร และไม่มีชีวิตชีวา เหมือนนิยายหรือการ์ตูนที่สร้างจากซอฟท์แวร์ ส่วนศิลป์ที่ไม่มีศาสตร์อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นอะไรที่พล็อตสับสน และไม่เกี่ยวโยงกัน นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายจึงต้องคำนึงถึงศาสตร์ด้วย ศิลป์ด้วย
5.การเป็นนักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูนใช้จินตภาพและความสงสัย
นิยายนั้นเป็นผลลัพธ์ของจินตภาพของผู้เขียน ดังนั้นจินตภาพที่เด่นชัดจึงจำเป็นต่อความสำเร็จ
คุณจะรู้ได้ไงว่าคุณมีจินตภาพหรือไม่มี อันนี้คือจุดสังเกต ปกติคุณฝันกลางวันหรือเปล่า มีเพื่อนในจินตนาการหรือเปล่าตอนเป็นเด็ก ชอบที่จะเล่นฉากใดฉากหนึ่งในหัวหรือเปล่า ไม่ใช่ว่ามันเกิดขึ้นจริง แต่เสมือนว่ามันเกิดจริง ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ คุณมีจินตนาการที่ดี และสามารถเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายที่ดีได้ (ถ้าไม่ มันก็ไม่สายที่จะเชื่อมต่อกับตัวตนในวัยเด็กของคุณ) นอกจากนี้คุณยังต้องสงสัยอย่างมาก นักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูนที่ดี เป็นนักเรียนของชีวิต มันหมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวคุณในแต่ละวันสามารถเป็นหัวข้อในการเขียนนิยายที่ดีได้ ดังนั้นคุณต้องเรียนรู้ที่จะสังเกต และสงสัย
ไม่หรอกคุณไม่จำเป็นที่จะต้องสงสัยเกี่ยวกับทุกอย่าง ถ้างานเขียนของคุณเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ คุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาจ้องดูดอกไม้ป่าในปา แต่คุณต้องหลงใหลขั้นสุดกับหัวข้อที่คุณเขียนถึง
มากไปกว่านั้น คุณอาจจะต้องใช้ความเดียงสา ยามเป็นเด็กในการมองเห็นสิ่งที่คุณเห็นเหมือนกับมองมันครั้งแรก การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้คุณเพิ่มโอกาสในการเป็นนักเขียนนิยายหรือนักเขียนการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จแล้ว คุณจะปรับปรุงชีวิตโดยรวมของคุณด้วย
เรย์มอนด์ คาร์เวอร์กล่าวไว้อีกว่า
อาจจะเสี่ยงว่าดูเหมือนโง่ นักเขียนคือคนที่สามารถยืน อ้าปากค้างในสิ่งนี้และสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พระอาทิตย์ตกดิน หรือรองเท้าเก่าๆในความสงสัยขั้นสุด
6.คุณต้องหาเหตุผลในการเขียนนิยายหรือการ์ตูน
ไอแชค อาซิมอฟ
ผมเขียนเป็นเหตุผลเดียวกับที่ผมหายใจ เพราะถ้าผมไม่เขียน ผมอาจจะตายได้
มันไม่เป็นไรถ้าจะเขียนเพื่อเงิน และข่าวดีคือ การเป็นนักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายตอนนี้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก
เพราะว่าอินเตอร์เน็ตนั่นเอง สามารถทำให้นักเขียนสามารถที่จะขายงานตัวเองได้ ถ้าเขาเลือกที่จะขาย โดยตัดพ่อค้าคนกลางออกไป นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือในการโปรโมทนิยายและการ์ตูน ไม่ว่าจะไปทางที่พิมพ์ปกติ หรือพิมพ์เองก็ตาม
แต่การเขียนเพื่อเงินไม่ใช้เหตุผลที่ดีนัก เพราะอะไร เพราะว่าคุณจะได้เงินต่อเมื่อคุณตีพิมพ์แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น คุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน โดยที่ไม่ได้เงินเลย ในขณะเดียวกัน มันเป็นเรื่องไมเกี่ยวกับเงิน ที่ทำให้คุณยังคงเขียนการ์ตูนหรือเขียนนิยายอยู่ณ.ขณะนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณได้รับขณะนี้ การคิดว่าเงินเป็นรางวัลในระยะยาวหรือรางวัลจะดีกว่า การที่ไม่มีแรงจูงใจระยะสั้น บางอย่างที่คุณสามารถมีได้ ณ.ขณะนี้ คุณอาจจะไม่มีความพึงพอใจ และปราศจากสิ่งนั้น การเป็นนักเขียนนิยายหรือนักเขียนการ์ตูน จะเป็นสิ่งแค่ชั่วคราวตราบเท่าที่มีบางอย่างที่ดีกว่ามายังคุณ ดังนั้นถามคำถามนี้กับตัวเอง
ทำไมคุณอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยาย?
นั่นคือสิ่งที่สำคัญ เป็นคำถามที่สำคัญที่ต้องการคำตอบ บางทีคุณอาจจะมีเหตุผลที่จะเขียนการ์ตูนหรือนิยาย เหตุผลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ถ้าคุณไม่มี คิดค่ะคิด
ถ้าหากเราบอกคุณว่าคุณไม่มีทางเลี้ยงชีพตัวเองเป็นนักเขียนนิยายหรือนักเขียนการ์ตูนได้ คุณจะยังเขียนอยู่ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้น เพราะอะไร ตอบมันออกมา และคุณจะมีแรงกระตุ้นในการตื่นมานั่งบนโต๊ะทุกๆเช้า
อันนี้เราอาจจะเขียนเพิ่มเติมในส่วนถัดไปค่ะ
7.การเขียนนิยายและเขียนการ์ตูน คือการทำงานหนัก
ขอโทษด้วยค่ะ แต่การเขียนการ์ตูนและเขียนนิยายให้ได้มาตรฐานสนพ.คืองานหนัก อดทน และการตัดสินใจที่จะทำมันต่อไปถึงแม้ว่าคุณเจอกับอุปสรรค
ถ้าหากอะไรๆไม่เร็วอย่างที่คุณคาดไว้ อย่ายอมแพ้ หาหนทางที่คุณจะทำในทางที่แตกต่างไป แล้วก็ลองมัน มันหมายความว่าเขียนหนังสือที่แตกต่างกันออกไป หรืออาจจะเขียนหนังสือที่เหมือนกันแต่ดีขึ้น
การทำงานและพยายามทำต่อไป มันเป็นความจริงที่นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายหน้าใหม่เพิกเฉย(นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเขียนอะไรไม่เสร็จสักที) บางทีเขาอาจจะไม่ระลึกถึงข้อนี้
การเขียนนิยายหรือเขียนการ์ตูนอาจจะเป็นเรื่องท้าทาย แต่อาจจะไม่ยากอย่างที่หลายๆคนคิด ถ้าคุณเรียนศาสตร์ หรือกฏที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น งานที่ท้าทายให้รางวัลที่ยิ่งใหญ่ ไม่เหมือนงานง่ายๆที่ไม่ได้ให้รางวัลอะไรในตอนท้าย งานหนักอาจจะเป็นงานสนุด โดยเฉพาะอย่างนิ่ง ถ้าคุณโฟกัสที่จะทำงานวันนี้เท่านั้นและไม่เครียดกับว่า นานแค่ไหนที่คุณจะไปถึงจุดหมายของคุณ
ถ้าคุณเลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยาย จำไว้ว่า นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายทุกคน ล้วนแล้วแต่เจออุปสรรค เช่น บาร์บาร่า คิงโซลเวอร์ กล่าวไว้
การเริ่มต้นเขียนหนังสือเป็นสิ่งที่ยาก ฉันพยายามจะทำสิ่งนั้นตอนนี้ แล้วก็โยน ๆๆ มันทิ้งไปแล้วก็คิดว่าฉันจะทำมันได้หรือ ฉันไม่คิดว่าฉันฉลาดพอ
การเขียนการ์ตูนหรือการเขียนนิยายนั้นให้ความท้าทาย และความท้าทายนั้นต้องการพลังงานมหาศาลจากคุณ
นักเขียนนิยายชาวอังกฤษ นิค ฮอร์นบี้ กล่าวไว้
ผมอยากจะเป็นนักเขียน โดยไม่ได้เขียน อยากได้รับโทรศัพท์จากใครสักคนบอกผมว่า มีตำแหน่งนักเขียนนิยายว่าง เมื่อผมคิดว่าสิ่งนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น มันเป็นเวลาที่ผมต้องทำอะไรสักอย่าง
รู้สึกดีกับตัวเองหรือยังคะ ดีมาก ให้ความหลงใหลนั้นจุดไฟขึ้นมา แล้วการเป็นนักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายจะไม่ยากเท่าที่คุณคิดค่ะ
5 ประโยชน์ของการเขียนนิยายที่นักอยากเขียนต้องรู้ก่อน
มีคนที่ฉลาดๆในโลกนี้มากมายที่อยากจะพูดเกี่ยวกับการเป็นคนที่สุดยอดในสาขาของตัวเอง ว่าสุดยอดยังไง ขนาดไหน การพูด เป็นเพียงลมปาก การพูดนั้นใครๆก็พูดได้ แต่การเขียนนั้นมีชีวิตด้วยตัวของมันเอง และคงอยู่ไปนาน นักเขียนในสังคมเรานำเอาความคิดของเขาเผยแพร่ให้โลกได้รับรู้ มันไม่ได้ถูกต้องตลอดเวลาแต่มันสนุกที่จะเขียนและแบ่งปันสิ่งต่างๆที่เข้ามาในจิตใจ ถามนะคะ คนเราสามารถที่จะเขียนเรื่องที่คนอื่นๆจะสนใจได้ไหม คำตอบนั้นจะเป็นทิศทางที่ทำให้คุณอาจจะอยากเป็นนักเขียน เพราะว่ามีประโยชน์มากมายในการเป็นนักเขียนที่เราสามารถได้รับ อันนี้เป็นสรุปข้อที่มีความนิยมมากๆ
1.การเขียนนิยายทำให้ครอบครัวและเพื่อนของเราภาคภูมิใจ
การเขียนเรื่องราวที่ปลุกความคิดนั้นทำให้เพื่อนและครอบครัวสนใจในตัวเรา เพื่อนเราบางคนอาจจะซื้อหนังสือถ้าเขารู้สึกว่ามันสนุก นอกจากนี้ เขาอาจจะช่วยเราขายเพราะเขาจะพูดว่า “นี่ไงเรารู้จักนักเขียนคนนี้” การแนะนำอย่างเป็นส่วนตัวเป็นโฆษณาที่ดีอย่างนึง เพื่อนๆและครอบครัวของเราจะภูมิใจ ถ้าเราสามารถเขียนนิยายได้ค่ะ เพราะว่าการเขียนเรื่องของคุณ มันอาจจะทำให้เขาฉุกคิด หรือได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง หรือแม้กระทั่งได้แรงบันดาลใจจากการเขียนของคุณ
2.การเขียนนิยายสร้างให้เกิดรายได้อีกทางหนึ่ง
การเขียนอาจจะสนุก แต่ว่าการได้รับค่าลิขสิทธิ์หรือขายนิยายได้ด้วยตัวเองนั้นจะทำให้เราสนุกกว่าเดิม การวางแผนที่จะเขียนซีรีย์ และทำให้ผู้อ่านอยากติดตามเนื้อเรื่องในเล่มถัดไป ไตรภาคเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่ก็ต้องดูคุณภาพในการเขียนด้วย นิยายใหม่ๆ จะสร้างให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้ เมื่อผู้อ่านหรือฐานแฟนๆได้รับการพัฒนาขึ้นมา คุณต้องสร้างฐานแฟนด้วย เพื่อทำให้คนติดตามนิยายของคุณนะคะ
3.เขียนนิยายเพื่อให้ดัง มีคนรู้จัก
การแชร์ประสบการณ์ของคุณเมื่อคนถาม คุณจะไม่รู้เลยว่าคนนั้นสนใจจนกระทั่งคุณกลายเป็นคนตอบคำถาม มันไม่ธรรมดาสำหรับผู้คนในการที่จะสนใจเรื่องราวเฉพาะทาง ตอบคำถามในเชิงที่ทำให้เรื่องนั้นน่าสนใจมากขึ้น
4.เขียนนิยายเพื่อที่จะเห็นและสัมผัสโลก
การเขียนถึงสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อาจจะทำให้คุณต้องไปสำรวจสถานที่ๆคุณไม่เคยรู้จักมาก่อน และทำให้คุณเบิกตากว้างอยู่เสมอเมื่อคุณไปท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการไปสถานที่แปลกๆแล้วหัดเก็บข้อมูลมาเขียนเนื้อเรื่อง ข้อจำกัดมีเพียงอย่างเดียวคือ จินตนาการของคุณเท่านั้น
5.เขียนนิยายเพื่อให้เข้าใจ และรักษาตัวเอง
สำหรับบางคนมีเรื่องที่อัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะบอกใคร และไม่รู้จะบอกยังไง ก็นำมาถ่ายทอด โดยการสร้างคาแรคเตอร์ เพื่อให้คาแรคเตอร์ เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวที่อัดอั้นตันใจนั้นออกมาเป็นตัวอักษร นอกจากนี้ยังทำให้เรียนรู้ แก้ไขปัญหาที่ตัวเองมี และเป็นการรักษาตัวเองทางใจในทางอ้อมค่ะ
การตีพิมพ์นิยายสามารถทำที่ไหนก็ได้ในโลกที่มีอินเตอร์เนท คุณไม่รู้เลยว่า อิทธิพลของนิยายจะกระจายไปที่ไหนได้บ้าง เตรียมพร้อมสำหรับความประหลาดใจที่คุณจะได้รับได้เลยค่ะ
5 เหตุผลทำไมการเขียนนิยายถึงยากสำหรับคนทั่วไป
ทำไมการเขียนนิยายถึงได้ยากนัก ถ้าเราสามารถนั่งลงตอนนี้ ดีดนิ้วดังเป๊าะ ตบมือ แล้วเห็นตัวอักษรค่อยๆปกคลุมจอคอมพิวเตอร์จนทั่วทั้งจอ หรือมีต้นฉบับหล่นลงมาเลย มันคงจะดีมาก แต่โชคร้ายที่สำหรับเราแล้ว นี่ไม่ใช่วิถึที่มันควรจะเป็น นิยายนั้นต้องใช้วินัยอย่างมากในการเขียนให้เสร็จ ส่วนต่อไปเราจะบอกว่าทำไมมันถึงยากนัก
1.ไม่ได้ได้เงินทันที
การเขียนนิยายที่คุณใช้เวลามหาศาลมันอาจจะไม่ได้เงินเลย แน่นอนว่าเราทั้งหลายอยากเป็นนักเขียนนิยายเบสต์เซลเลอร์ แต่เราอาจจะต้องอยู่กับความจริงที่เราไม่อาจจะเป็นนักเขียนจริงๆได้ หรือได้มีหนังสืออยู่บนแผง ลืมไปเลยเรื่องสร้างเงินล้านหรือว่ามีแฟนๆนับพันที่รักผลงานของเรา มันดูห่างไกลเหลือเกินกับความฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณมีงานประจำอยู่แล้ว (ที่ก็กินเวลาชีวิตไปมากโข) คุณก็มีแรงกดดันอยู่แล้วในการจะเขียนนิยายให้เสร็จภายในไม่กี่ปีข้างหน้า และถ้าคุณไม่มีงานทำคุณก็ยิ่งต้องคิดเลยว่าจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงตัวเอง ทั้งนี้นั้นก็เป็นความเสี่ยงเท่านั้น อย่าลืมว่าคุณจะปล่อยความฝันในการเขียนของคุณออกไป แล้วก็ผัดผ่อนมันไปเรื่อยๆ เพียงเพราะว่าคุณไม่สามารถขายงานได้หรือ แล้วคุณจะเสียใจไหมทีหลังถ้าคุณไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำในชีวิตค่ะ
2.การหันเหความสนใจ
นี่ทำให้คุณนั้น มีการดีเลย์การเขียนนิยายที่คุณได้วางแผนเอาไว้ บางทีคุณอาจจะมีลูกเล็กที่ดูดเวลาคุณไป หรือมีงานอดิเรกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรก็ตามมันดูน่าสนใจหมดเลยเวลาที่เราต้องเขียนจริงๆ ดูมีสิ่งล่อตาล่อใจ น่าทำไปหมด แต่อย่าลืมว่า เวลาบนโลกเรามีจำกัด เราอยากจะบอกอะไรโลกนี้ ก็รีบๆบอก ผ่านทางตัวอักษรของเราค่ะ มันเหมือนกับที่เวลาเราสอบ แล้วอยากวาดรูป อยากทำอย่างอื่นนั่นแหละ สิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกโซเซียลที่คอยดูดเวลาคุณไป
3.writers block
อันนี้เหมือน artblock ก็คือการเขียนไม่ออก อยากจะตะโกนร้องออกมาดังๆ มีแนวคิดบางอย่างที่ขัดขวางไม่ให้ไอเดียนั้นออกมาแชร์และแบ่งปันกับผู้อ่าน ดังนั้น การที่เขียนไม่ออกมันจึงเป็นเรื่องของบางคนที่ชอบรออารมณ์ก่อนถึงจะเขียนได้ วิธีแก้ก็คือ ต้องทำให้การเขียนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เหมือนอาบน้ำ กินข้าว เช่น ตื่นมาแล้วเขียนอะไรก็ได้เลย มันจะทำให้คุณรู้สึก fresh แล้วก็สามารถที่จะไปต่อในชีวิตได้ค่ะ
4.ขาดแรงบันดาลใจ
การขาดแรงบันดาลใจใครๆก็เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นนักเขียนที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ หรือไม่เคยได้ตีพิมพ์เลยคุณจะสงสัยในความสามารถของตัวเองอย่างยิ่งว่าเอ๊ะ จริงๆแล้วเราควรไปต่อไหม เราผิดตรงไหน ทำไมเราถึงเขียนนิยายไม่ได้สักที การขาดแรงบันดาลใจ สามารถแก้ได้โดยการอ่านงานของคนอื่นบ้างยามที่เราท้อ อ่านหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจ ประวัติชีวิตนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ ก็ช่วยได้บ้างค่ะ
5.แคร์สายตาคนอื่น
เป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้คนไม่กล้าที่จะเขียน กลัวว่าคนนั้นจะคิดแบบนั้น คนโน้นจะคิดแบบนี้ เลยไม่ไปไหนสักที
ถึงแม้ว่าเรามีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามในงานที่ทำ เราทำมันด้วยเหตุผลนึง คือเรารักที่จะทำ อะไรบางอย่างที่เราตื่นมาเพื่อที่จะทำหรือหลับไปทั้งๆอย่างนั้น มันเป็นแรงที่จะทำให้เราดำเนินต่อไป ดังนั้นจงเขียนต่อไปเพื่อเป้าหมายของชีวิต เพื่อให้ความหวังกับคนอื่นๆที่มีงานอดิเรกเหมือนกันกับเรา
Creating Characters In Novels
การสร้างคาแรคเตอร์ในนิยาย
การสร้างคาแรคเตอร์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเขียนนิยาย อย่างน้อย การรู้ว่าจะสร้างคาแรคเตอร์ยังไงนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการเขียนพล็อตนิยาย
ถ้าไม่มีพล็อตที่ทำให้คนอ่านเปิดหน้าถัดไปแล้ว คนอ่านก็จะไม่เปิดหน้าถัดไป และถึงแม้จะมีเรื่องที่น่าสนใจแล้ว คนก็ยังสงสัยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากคนนั้นแคร์เกี่ยวกับคาแรคเตอร์ตัวนั้นๆจริงๆ
นั่นเป็นสิ่งที่สร้างให้คาแรคเตอร์นั้นควรจะเป็นก็คือการทำให้คนดูนั้นแคร์เกี่ยวกับตัวคาแรคเตอร์นั้นๆ การที่ใส่คาแรคเตอร์ที่คนดูไม่รู้สึกแคร์ไป ก็เท่ากับว่า คนดูจะไม่สนใจว่าตัวละครจะกระโดด หรือจะทำอะไรตอนต่อไป
การสร้างคาแรคเตอร์ที่คนดูแคร์ เท่ากับสร้างคนที่คนดูแคร์ในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วเขาจะไม่สามารถวางนิยายลงได้
ก่อนที่เราจะเข้าเรื่อง มาดูคำถามที่สำคัญกันก่อน
คาแรคเตอร์สำคัญกว่าพล็อตหรือเปล่า
ถ้าคุณอ่านไกด์จากที่อื่น คุณอาจจะเจอคำถามประมาณว่า พล็อต ปะทะคาแรคเตอร์ และมีการถกเถียงกันเกิดขึ้น แต่จุดมุ่งหมายของบทความนี้ ไม่ได้จะทำให้เกิดการถกเถียงแบบนั้น แต่เราจะบอกว่า บางคนก็คิดว่าพล็อคที่ดี เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้นิยายประสบความสำเร็จ แต่บางคนก็บอกว่าคาแรคเตอร์ที่วางมาอย่างดี ทำให้เนื้อเรื่องประสบความสำเร็จ
แต่เราจะบอกว่า พล็อตกับคาแรคเตอร์มีความสำคัญเท่าๆกันค่ะ
มาดูคำพูดนี้ของแฮร์รี่เจมส์
อะไรคือคาแรคเตอร์ มันเป็นการตัดสินใจในแต่ละเหตุการณ์ และอะไรคือเหตุการณ์ มันคือภาพประกอบของคาแรคเตอร์นั้น
สิ่งที่เจมส์พูดก็คือ ถ้าคุณไม่มีคาแรคเตอร์ คุณก็ไม่มีการกระทำ ถ้าคุณไม่มีการกระทำ ก็ไม่มีคาแรคเตอร์ ดังนั้นมันยากที่จะแยกทั้งสองอย่างออกจากกัน และเขาพูดถูกห
ดังนั้น อะไรคือคาแรคเตอร์ปะทะพล็อต การถกเถียงนั้นเกี่ยวข้องกับความสำคัญของแต่ละอย่างในวรรณกรรมและนิยาย การถกเถียงนั้นกล่าวประมาณว่าวรรณกรรมนั้นใช้คาแรคเตอร์ที่ซับซ้อนมากกว่าพล็อตที่สนุกสนาน และยังกล่าวอีกว่านิยายนั้นให้ความสำคัญกับพล็อตมากกว่าคาแรคเตอร์ ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องจริงในทางใดทางหนึ่ง
แฟนๆของนิยายนั้นตามเรื่องที่ดีก่อน และแฟนวรรณกรรมนั้นสามารถให้อภัยกับความช้าในการดำเนินเรื่อง ในขณะที่ผู้เขียนพยายามสร้างมิติให้กับตัวคาแรคเตอร์
แต่ว่านิยายที่ดี ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม หรือหมวดหมู่ไหนก็ตาม มีพล็อตที่สนุก และมีคาแรคเตอร์ที่วางมาดีเสมอ. แน่นอนว่าวรรณกรรมโฟกัสที่พล็อตมากกว่าคาแรคเตอร์ก็จริง แต่พล็อตที่แข็งแกร่งและคาแรคเตอร์ที่เข้มแข็งยังคงต้องการที่จะแสดงออกมาในนิยายทั้งสองประเภท
โอเคมาเข้าเรื่องกันได้แล้ว
อะไรที่ทำให้คาแรคเตอร์เป็นคาแรคเตอร์ที่ดีในนิยาย
การสร้างคาแรคเตอร์ เหมือนกับที่เราพูดด้านบน ก็คือการทำให้คนดูนั้นแคร์ แต่ว่าอย่างไร เอาให้ชัดคือ คุณสามารถดึงอารมณ์ของคนให้เข้าถึงตัวละครของคุณได้หรือไม่
มีขั้นตอนห้าขั้นตอนที่คุณสามารถเริ่มต้นได้
1.ทำให้คาแรคเตอร์นั้นเป็นที่ชื่นชอบ
ชัดเจนใช่ไหม อะไรที่ทำให้คุณนั้นชื่นชอบคนจากชีวิตจริง เอาสิ่งนั้นมาใส่ในคาแรคเตอร์
แค่ระวังว่าจะสร้างคาแรคเตอร์ที่เพอร์เฟ็คเกินไป พยายามทำให้คาแรคเตอร์ดูมีมิติ อาจจะมีความชั่วเล็กๆน้อยๆความไม่สมบูรณ์ในตัวคาแรคเตอร์ เช่น การไม่เล่นตามกฏเกณฑ์นอกเหนือไปจากการเป็นคนดี หรือมีลักษณะนิสัยที่ดีพร้อมโดยทั่วไป
2.ทำให้เขาดีในสิ่งที่ตัวเองทำ
คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าหากเจมส์บอนส์พลาดทุกภารกิจ และเหล่าร้ายชนะตลอด คุณเคยอ่านเจอคาแรคเตอร์ที่ไม่เคยสำเร็จในอะไรเลยและไม่เคยไปถึงเป้าหมายของตัวเองหรือไม่
เราอ่านนิยายเพื่อที่จะหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง เราต้องการอ่านเรื่องราวของผู้ชนะ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นฮีโร่จ๋า แต่มันอาจจะมีบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้เขาชนะในตอนท้ายสุด
3.ทำให้คาแรคเตอร์นั้นมีเสน่ห์
เราไม่ได้พูดถึงหน้าตาหรือลักษณะภายนอก มันจะต้องมีบางอย่างภายในบุคลิคภาพของเขาที่ทำให้บรรยากาศโดยรวมดี ถ้าคาแรคเตอร์ในเรื่องดึงดูดไปหาฮีโร่. ดังนั้นผู้อ่านก็เช่นกัน
4.ทำให้พวกเขานั้นไดนามิค
อีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเขาต้องเป็นผู้ลงมือกระทำ ไม่ใช่แค่การยืนนิ่งๆในเนื้อเรื่อง ก็คือถ้าหากมีความเป็นไปได้ว่าจะทำเรื่องไหนสำเร็จพวกเขาจะลงมือทำไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
ด้วยสิ่งเหล่านี้ มันไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างฮีโร่อย่างเดียว แต่คาแรคเตอร์อะไรก็ตามที่คุณสร้าง ทำให้พวกเขาลงมือกระทำ มากกว่าจะเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างเดียว นั่นจึงทำให้คนอ่านนั้นเอาใจช่วยคาแรคเตอร์เหล่านั้น
5.ทำให้คาแรคเตอร์เจ็บปวด
การสร้างเหตุการณ์นิยาย(พล็อต) จะโยนเอาอุปสรรคไปในเส้นทางของคาแรคเตอร์ ดังนั้นมันอาจจะทำให้คนรู้สึกสงสาร หรือเห็นใจคาแรคเตอร์ได้
มากไปกว่านั้น พยายามขยี้เกลือลงไปในแผล ถ้าคาแรคเตอร์รู้สึกโดดเดี่ยวหลังจากสูญเสียคนที่รัก ทำให้เขายิ่งรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก
ประเภทของคาแรคเตอร์
ไม่ใช่คาแรคเตอร์ทุกตัวในนิยายที่สร้างมาเท่ากัน มีตัวเอก ก็คือตัวละครนำชายหรือหญิง จะเรียกเขาว่าอะไรก็ได้ คาแรคเตอร์อื่นๆนั้นพิเศษน้อยกว่า บางคาแรคเตอร์ก็แทบไม่มีบทพูดเลยด้วยซ้ำ เป็นคาแรคเตอร์ที่ซ่อนอยู่ในมุมมืด
พวกคาแรคเตอร์ที่ซ่อนอยู่เหล่านั้น เราไม่จำเป็นต้องนึกถึงเวลาที่เราวางแผนนิยาย พวกเขาจะโผล่ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของฉาก และคุณจะใส่เขาเข้าในเนื้อเรื่องเมื่อคุณเขียน เหมือนกับที่คุณใส่สภาพภูมิอากาศ พยายามใช้เวลากับคาแรคเตอร์หลักให้มากที่สุด แต่อย่าลืมความสำคัญของตัวประกอบ คาแรคเตอร์เหล่านี้อาจจะไม่ได้มีบทบาทสำคัญในเนื้อเรื่องแต่พวกเขาก็สำคัญเช่นกัน
ทำไม เพราะว่าคาแรคเตอร์ที่วางมาอย่างดี สามารถขโมยซีนได้ทีเดียว คุณไม่จำเป็นต้องห่วงกับการที่สร้างพวกเขาขึ้นมาเหมือนอย่างพวกคาแรคเตอร์หลัก. และดังนั้นคุณจึงมีอิสระในการที่จะเขียนคาแรคเตอร์ที่ขโมยซีน คาแรคเตอร์ที่ดูเวอร์ๆโดยไม่กังวลที่จะเปลี่ยนให้เขาเป็นมนุษย์ที่เชื่อได้ว่ามีตัวตนจริง
ดังนั้นการสร้างคาแรคเตอร์ให้มีเสตอริโอไทป์หรือรูปแบบของนิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่ชัดเจนจึงไม่ใช่กลยุทธที่แย่เสียทีเดียว
คุณสามารถที่จะสร้างคาแรคเตอร์โดยใส่นิสัยเข้าไปที่อาจจะขัดกับบุคลิคภาพโดยรวมนั้น และคุณสามารถที่จะปล่อยคาแรคเตอร์รองให้เป็นอย่างที่เขาเป็น การเริ่มจากแถบสีแดงดึงดูดความสนใจได้ดี ดีกว่าจะสร้างคาแรคเตอร์ที่เหมือนสีเทาที่คุณยากที่จะสร้างเขาให้มีชีวิต
ณ.ตอนนี้เราดูเรื่องความสำคัญในการสร้างคาแรคเตอร์ที่คนอ่านจะแคร์และถกเถียงเกี่ยวกับประเภทของคาแรคเตอร์ที่พบในนิยายแล้ว เราจะมาพูดถึงการสร้างคาแรคเตอร์ และทำความรู้จักพวกเขา ก่อนอื่นคุณต้องเขียนลิสต์รายชื่อตัวละครเสียก่อน แล้วเราจะรู้ได้ยังไง ถัาเราเขียนนิยายสืบสวนสอบสวน เราก็ต้องมี นักสืบ เพื่อนนักสืบ เหยื่ออย่างน้อยคนหนึ่ง ฆาตกร ผู้ต้องสงสัยหลายคน
และถ้าคุณเขียนนิยายรัก
คุณต้องการ ตัวเอก ,คนรัก(ไม่จำเป็นต้องเป็นเพศตรงข้าม) ,ศัตรูความรัก,เพื่อนที่ดีที่สุด และลิสต์นี้ก็ไปเรื่อยๆ ๆ คุณจะรู้เลยว่า ต้องใส่คาแรคเตอร์อะไรบ้างจากการอ่านนิยายให้มาก
ไม่จำเป็นต้องห่วงกับคาแรคเตอร์ทุกคาแรคเตอร์ในกระดาษในจุดนี้ โฟกัสที่คาแรคเตอร์ที่จำเป็นจริงๆ คาแรคเตอร์หลักที่จำเป็นจะต้องอยู่ตรงนั้น ตราบเท่าที่คุณพัฒนาพล็อตเรื่อง และระลึกได้ว่าคาแรคเตอร์พิเศษนั้นจำเป็น. ก็ให้ใส่พวกเขาเข้าไปในรายชื่อตัวละคร แต่อย่าพยายามใส่ตัวละครที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในเนื้อเรื่อง
จุดสุดท้าย
พยายามสร้างคาแรคเตอร์ที่มีความสมดุลย์ นี่หมายความว่ายังไง. อย่าทำให้คาแรคเตอร์แต่ละคนเหมือนกันเกินไป
ถ้าคาแรคเตอร์ตัวนึง บ้าวัฒนธรรมเก่าๆ ให้อีกตัวเป็นแฟนตัวยงของฟาสต์ฟูดและละครน้ำเน่า
ถ้าคาแรคเตอร์นึงเป็นจอมโวยวาย หัวร้อนตลอด ให้คาแรคเตอร์นึงใจเย็น
ถ้าคาแรคเตอร์นึงเป็นตัวตลก ให้อีกคาแรคเตอร์ซีเรียส
พยายามคิดว่า คาแรคเตอร์ในเรื่องคุณ เหมือนแขกในงานปาร์ตี้ ในการที่จะทำให้งานปาร์ตี้สนุก คุณจะต้องใส่คาแรคเตอร์มนุษย์ที่หลากหลายเข้าไปในปาร์ตี้นี้
โอเค มาถึงเวลาจานหลักกันแล้ว
รู้จักคาแรคเตอร์ของเรากันได้ยังไง
การรู้จักคารแรคเตอร์ของเราก่อนการเขียนนิยายนั้นเป็นเรื่องจำเป็นและจริงจังมาก ถ้าคุณไม่รู้จักเขาดี คุณก็จะไม่สามารถทำให้คาแรคเตอร์นั้นมีชีวิตในสายตาคนอ่านได้
การที่จะรู้จักเขาดี คุณก็จะต้องใช้เวลาในการจินตนาการเป็นหลัก แต่วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการนั่งลง ด้วยดินสอและปากกาในมือ หรือจะเป็นอุปกรณ์อืเลคโทรนิคส์ก็ได้ และเสก็ตซ์พวกเขาออกมา ทีละนิสัย อย่าจมอยู่กับรายละเอียดมากเกินไป คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคาแรคเตอร์ คุณต้องการแค่สองสามอย่างที่บอกทุกอย่างเกี่ยวกับคาแรคเตอร์
และนั่นคือไกด์ในการเขียนคาแรคเตอร์อย่างสมบูรณ์
อย่ากังวลว่า นั่นดูเหมือนกับข้อมูลจำนวนมาก เพราะว่า มันก็ดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนมากจริงๆแต่มันเป็นขั้นตอนที่สนุก
และนอกจากนี้ อะไรคือจุดมุ่งหมายของการเขียนนิยาย ถ้าหากไม่ใช่การเขียนเรื่องที่คนต้องรักและชอบ และแคร์กับสิ่งที่เราเขียน หรือแม้กระทั่งรักในสิ่งที่เราเขียน
เราโกหกค่ะ จริงๆมีอีกอย่างที่ต้องพูดถึง
นั่นก็คือ
บอกลาคาแรคเตอร์คุณซะ
นักเขียนนั้นสามารถที่จะยึดติดกับคาแรคเตอร์ของพวกเขามาก เขาอาจจะเกิดขึ้นมาในจินตนการ แต่เขาอาจจะไม่ใช่คนจริงๆ แต่เขาก็เป็นเพื่อนเรา ในบางครั้งเราก็ตกหลุมรักคาแรคเตอร์ตัวเอง ทำไมหนะเหรอ เพราะว่า เราตื่นขึ้นมา ก็เขียนนิยายเลย เลยดูเหมือนว่าเราต้องอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา. แค่ปิดคอมก็ไม่ได้ทำให้คาแรคเตอร์นั้นออกไปจากหัว หรือบางครั้งอาจจะทำให้คุณตื่นกลางดึก แต่เราก็รักพวกเขา แม้แต่ตัวร้าย ก็เหมือนกับลูกของเรา เหมือนกับเพื่อนสนิท หรืออาจจะมากกว่านั้น เพราะเรารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขา และพวกเขาไม่มีอะไรจะซ่อนจากเรา
และพวกเขาก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเราเช่นกัน เพราะพวกเขาอยู่ในตัวเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ไปอยู่ในเนื้อเรื่องด้วยกับพวกเขา หรือมีตัวตนอยู่ในเนื้อเรื่องนั้นๆก็ตาม
แต่เราเป็นผู้กำกับของภาพยนตร์นั้น เขามองเราว่าเขาจะอยู่ตรงไหนและทำอะไร บางครั้งเราก็เหมือนพระเจ้าของเนื้อเรื่อง เราทำให้พวกเขามีชีวิต และเราสามารถจบชีวิตของพวกเขาได้ และถ้าเราเปลี่ยนใจ แค่คลิ้กเมาส์ไม่กี่ครั้งก็เปลี่ยนชีวิตพวกเขาได้
นักเขียนหลายๆคนใช้ชีวิตของตนเองมาเขียนนิยาย บางสิ่งก็เป็นการที่คาแรคเตอร์ทำ หรือพูดในสิ่งที่ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนร่วม ถ้าคาแรคเตอร์ทำบางอย่างที่ไม่ได้อยู่ในสคริปต์ มันไม่ใช่เจตสำนงค์อิสระของคาแรคเตอร์. แต่มันเป็นการเล่าเรื่องที่ดีกว่าของนักเขียน
มันก็ยังเหมือนกับคาแรคเตอร์นั้นมีชีวิตเป็นของตัวเองอยู่ดี
คุณสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมาในหัว จากการวางแผน และคุณก็เขียนเขาขึ้นมา เขาก็เริ่มจะมีชีวิตโลดแล่นในนิยายที่คุณเขียน พวกเขาไม่ได้อยู่ในหัวเราอีกต่อไป พวกเขาออกไปสูโลกกว้าง
คาแรคเตอร์ส่วนมากไปถึงจุดจบของหนังสือ เขาอาจจะไปถึงฉากจบที่มีความสุข หรือมีความหวัง ฉากจบของนิยายนั้นทำให้คาแรคเตอร์ยืนและไปด้วยขาของตัวเองจากความยากลำบากที่เขาได้เผชิญมาทั้งหลาย และมันก็เป็นเวลาที่จะลืมคาแรคเตอร์และเริ่มเรื่องใหม่ ถ้าค่าแรคเตอร์ในเรื่องนี้จืดจางและตายไป ยิ่งเราเศร้ากับมันน้อยเท่าไรยิ่ง
บางคนที่ใจอ่อน มักจะ....
ไม่จบที่ฉากจบ
ยกมือขึ้นถ้าคุณเคยมีประสบการณ์นี้ คุณอ่านนิยายไปเรื่อยๆ ไปถึงตอนที่คิดว่านี่น่าจะเป็นฉากจบที่ดี ทุกอย่างดูโอเคเรียบร้อย และคุณสามารถที่จะจินตนาการต่อเองได้ แต่นักเขียนกลับเขียนต่อ และนั่นทำให้นิยายดูพัง
บางทีนิยายเล่มนั้นอาจจะเป็นนิยายที่ไม่หนามาก แต่แทนที่จะเขียนพล็อตเสริม หรือเนื้อเรื่องที่เสริม ผู้เขียนกลับใช้วิธียืดฉากจบออกไปซึ่งเป็นวิธีที่้ไม่ดีในการเพิ่มจำนวนคำ โดยการเคลียร์ฉากจบทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรให้ผู้อ่านได้จินตนาการเอาเองบ้าง
ผู้เขียนไม่สามารถปล่อยคาแรคเตอร์ไปได้ ดังนั้น จึงพยายามที่จะเขียนเกี่ยวกับเขาอีก หลังจากที่พล็อตได้รับการแก้ไขแล้ว แน่นอนว่าไม่มีอะไรผิด การเขียนเกี่ยวกับคาแรคเตอร์ที่เราชอบ สร้างให้เราเกิดความพึงพอใจ แต่อย่าเอาไปใช้ในเวอร์ชันพิมพ์ก็พอ
เขียนภาคต่อที่แย่
แต่ว่ามีหลุมพรางสำหรับนักเขียนที่จะผิดพลาดเมื่อจบแล้ว การเขียนซีรีย์ใหม่เกี่ยวกับคาแรคเตอร์ที่อยู่ในนิยายนั้นหรือแม้กระทั่งซีรีย์ทั้งหมด
เราพูดถึงภาคต่อที่แย่ก่อน มันไม่ผิดถ้าจะมีภาคต่อ ไตรภาคหรือแม้กระทั่งซีรีย์ของนิยายที่พูดถึงคาแรคเตอร์เดิมๆ แต่คุณต้องทำมันเพื่อเหตุผลที่ดี การเขียนเพื่อนเงินไม่ใช่เหตุผลที่ดี อย่างน้อยก็เชิงศิลปะ(ฮอลลีวู้ดนั้นทำให้เรื่องนี้ผิดพลาดไปหมด) การเขียนเพิ่มเพราะไม่อยากปล่อยคาแรคเตอร์ไป ก็ไม่ใช่เหตุผลที่ดีเช่นกัน ถ้านี่คือเหตุผล ให้เขียนเพื่อความสุข ความสนุกสนานของเราเท่านั้น ถ้าคุณอยากจะเขียนภาคต่อ มันเพราะคุณมีอะไรอยากจะบอก เหมือนกับที่คุณอาจะบอกในหนังสือเล่มแรกของคุณ
ภาคต่อจะมีอะไรที่คล้ายคลึงกับภาคแรก
เช่น เซ็ทคาแรคเตอร์เดิม ฉากเดิม พล็อตคล้ายๆเดิม แต่อาจจะมีพล็อตใหม่ๆที่ดันคาแรคเตอร์ให้ไปทางใหม่ ธีมใหม่ คาแรคเตอร์ใหม่ ถึงแม้จะเป็นตัวประกอบก็ตาม แนวคิดใหม่ๆในคาแรคเตอร์ไม่ใช่แค่ตัวเอก ถ้าหากหนังสือเล่มใหม่ ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรใหม่ๆ ที่สร้างให้นิสัยของคาแรคเตอร์ นำพาไปยังจุดที่ไม่เคยไปถึงมาก่อน หนังสือเล่มใหม่ก็จะเป็นแค่สิ่งที่เคยเห็นมาแล้ว ภาคต่อจะต้องยืนได้ด้วยตัวเอง และมีเหตุผลสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มแรกด้วย และสำหรับคนที่อ่านเล่มแรกมาแล้ว ภาคต่อควรจะเป็นอะไรที่สดใหม่ และเป็นเอกลักษณ์ นำพาผู้อ่านไปยังจุดที่พวกเขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน
สรุป
คำแนะนำของเราคือให้หยุดระหว่างนิยายแต่ละเรื่อง อย่าเร่งรีบไปทำโปรเจคใหม่ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นพวกใจอ่อนกับคาแรคเตอร์ และไม่อยากให้คาแรคเตอร์จากคุณไป
ถ้าหากระหว่างพัก คุณอยากจะเขียนภาคต่อหรือภาคก่อนของนิยาย ก็ดีเลย จินตนาการของคุณสร้างให้เกิดเรื่องใหม่ และคาแรคเตอร์ใหม่ที่เป็นดาวในนั้น และมันก็น่าตื่นเต้น
ถ้าคุณอยากจะไปพบเพื่อนเก่าๆของคุณ คุณก็แค่อ่านนิยายตัวเองอีกรอบ
ฝ่ายตรงข้าม หรือ Antagonist ในละครไทยชอบเรียกว่า ตัวร้ายๆ ที่คอยขัดขวางไม่ให้พระเอกลงเอยกับนางเอก ซึ่งจริงๆ Antagonist ไม่จำเป็นต้องร้ายค่ะ Antagonist อาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่เป็นคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวเอก ซึ่งจริงๆ Antagonist เป็นตัวละครที่ ถ้าเขียนในอีกมุมมองหนึ่ง จะสามารถเป็นตัวเอกได้เลยด้วยซ้ำ
อะไรคือ Antagonist?
คือฝ่ายตรงข้าม ที่ึคิดไม่เหมือนตัวเอก แต่ว่ามีจุดมุ่งหมายเดียวกับตัวเอก และต้องการในสิ่งเดียวกันมากๆด้วยค่ะ
ในเรื่องโลลิต้า ฝั่งตรงข้ามคือตัวโลลิต้าเองค่ะ และเป็นเหตุผลที่ เราไม่ควรคิดว่า Antagonist คือตัวร้าย ซึ่งจริงๆ ตัวเอกของเรื่องคือ ฮัมเบิร์ต ถ้าเราถามว่าฝั่งตรงข้ามของฮัมเบิร์ต ตัวเอกโลลิต้าคือใคร หลายๆคนจะตอบว่า แคลร์ ควิลตี้ เด็กขี้รังแกที่ติดตามฮัมเบิร์ตและโลลิต้าไปทั่วประเทศ รอวันเวลาที่จะฉกโลลิต้ามาจากฮัมเบิร์ต แต่แท้จริงแล้ว แคลร์นั้นเป็น Ally หรือพันธมิตร ของฮัมเบิร์ตด้วยซ้ำค่ะ ไม่ใช่ฝั่งตรงข้ามหรือ Antagonist จริงๆแล้วฮัมเบิร์ตนั้นได้พบกับฝั่งตรงข้ามหลายคนในเนื้อเรื่อง แต่ในคาแรคเตอร์อาร์คหรือจุดหักเหของเขา โลลิต้า คือ Main antagonist หรือฝั่งตรงข้ามหลักๆค่ะ
วิธีในการตัดสินว่าใครคือฝั่งตรงข้าม
ดูว่าจุดมุ่งหมายภายนอก ของคาแรคเตอร์นั้นๆ ตรงกับตัวเอกหรือไม่ค่ะ เพียงแต่คาแรคเตอร์ตัวนี้ใช้วิธีการและกลยุทธในการที่จะได้สิ่งที่ต้องการ ที่แตกต่างไปจากตัวเอกของเรา จึงเป็นฝ่ายตรงข้ามค่ะ ยกตัวอย่างเช่น
เรื่องโลลิต้าเหมือนเดิมนะคะ
จุดมุ่งหมายภายนอกของฮัมเบิร์ต คือการครอบครองหัวใจ ร่างกาย และขีวิตของโลลิต้า แล้วใครล่ะคะ ที่ต้องการสิ่งเดียวกันมากที่สุด ถ้าไม่ใช่ตัวโลลิต้าเอง ความต้องการของโลลิต้ามากกว่าแคลร์ด้วยซ้ำ เธอจึงเป็นฝั่งตรงข้ามของฮัมเบิร์ตอย่างแท้จริง
ฝั่งตรงข้ามเป็นตัวแทนของ Alternate reality หรือความจริงที่แตกต่างออกไป ถ้าคาแรคเตอร์หลัก หรือตัวเอกนั้น ไปสู่จุดมุ่งหมายของเขาสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม แต่ในบางทีการที่คาแรคเตอร์ไล่ตามจุดมุ่งหมายเดียวกันก็ไม่ชัดเจน บางทีคาแรคเตอร์ก็ไล่ตามสิ่งตรงกันข้ามก็มีค่ะ
พันธมิตรเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเขียนเรื่องที่ดี ซึ่งมักจะถูกมองข้ามโดยนักเขียนบ่อยๆ และก็จืดจางซะจนผู้อ่านหลงลืมไปเลยก็มี และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม นักเขียนทั้งหลายถึงลืมใส่พันธมิตรลงในเนื้อเรื่องด้วย
คุณอาจจะคิดว่าพันธมิตร เป็นเพื่อน หรือตัวละครที่หลงรักตัวเอกแล้วให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือตัวเอกให้ผ่านอุปสรรคต่างๆนานาไปได้ แต่บทบาทจริงๆของพันธมิตรนั้นสำคัญมากในคาแรคเตอร์อาร์ค
พันธมิตรก็คือคนที่จะทำให้ตัวเอกเดินไปในหนทางที่ถูกต้อง หนทางที่ควรจะเป็น เพราะว่าคาแรคเตอร์ของคุณจะเบือนหน้าหนีทางแก้จุดอ่อนที่เขามี หรือจุดบกพร่องภายใน แต่เพราะว่าคุณให้จุดมุ่งหมายภายนอกให้เขาไล่ตาม เขาจะไม่ได้รับจุดมุ่งหมายนั้นจนกว่าจะแก้ไขจุดบกพร่องภายในของเขาเสียก่อนค่ะ หรือความกล้วในการแก้ไขจุดอ่อนนั้น
ตัวเอกของเรานั้นมีพลังในการที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เลิกที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว แต่เป็นเพราะว่าคุณได้ผูกจุดมุ่งหมายภายนอกกับจุดอ่อนของเขาหรือเธอ เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับจุดอ่อนของตัวเองก่อนจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการค่ะ
พันธมิตรนั่นเองที่ทำให้เรื่องไปสู่ ไคลแมกซ์ โดยการไล่ต้อนให้คาแรคเตอร์จนมุมและเผชิญหน้ากับจุดอ่อนของตัวเอง เพราะว่าพันธมิตรเป็นคาแรคเตอร์เดียวที่มีพลังจะทำสิ่งนั้นได้ค่ะ นอกจากนี้ยังเป็นคาแรคเตอร์ที่สำคัญมากพอที่จะทำให้คาแรคเตอร์หลักหรือตัวเอกหยุดฟังความเห็นของเขา ตัวเอก ไม่สามารถปฎิเสธได้อีกต่อไปว่า จุดอ่อนของเขาต้องได้รับการเผชิญหน้า พันธมิตรได้บังคับให้เขาไปในหนทางที่ถูกต้องในที่สุด
บางทีก็ยากที่จะบ่งบอกตัวพันธมิตร ว่าเป็นใครกันแน่ อาจจะเป็นเพื่อน เป็นคนรัก หรืออาจจะเป็นในรูปของพันธมิตรที่แฝงตัวเป็นฝ่ายตรงข้าม หรืออาจจะเป็นฝ่ายตรงข้ามจริงๆก็ยังได้เลยค่ะ แต่มันเป็นพันธมิตรเสมอ ที่ไม่ให้เขามีทางเลือกที่จะหนีอีกต่อไป ไม่ทำ ก็ตายเท่านั้น และตอนนี้แหละที่ตัวเอกจะต้องเผชิญหน้ากับจุดอ่อน ของตัวเอง
ตัวละครพันธมิตร อาจจะโผล่มาไม่เท่าไรในเนื้อเรื่อง แต่คำพูด และการกระทำของตัวละครตัวนี้ มีผลกับคาแรคเตอร์หลักมาก ไม่ว่าคาแรคเตอร์นี้จะเป็นเพื่อน พี่น้อง หรือเป็นคนที่ไม่เข้ากับตัวคาแรคเตอร์เลยก็ตาม แต่ตราบใดที่ คาแรคเตอร์นี้ บังคับให้ตัวเอกต้องเผชิญหน้ากับจุดอ่อน ตัวละครนั้นถือว่าเป็นพันธมิตรค่ะ
Overview
ในปัจจุบัน คนออกมาเป็นฟรีแลนซ์กันมาก การเขียนนิยาย เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นยุคใหม่ อีกทั้งเป็นงานที่หลายๆคนใฝ่ฝัน เพราะไม่ต้องยึดติดกับงานประจำ 9 โมงถึง 5 โมง เป็นอิสระและเป็นนายของตัวเองอย่างแท้จริง สามารถประยุกต์มาใช้ในการเขียนเนื้อเรื่องการ์ตูนได้ด้วย
มีนักเขียนนิยายอยู่สองประเภท
pantser คือคนที่ส่วนมากจะใช้วิธีการ improvisation ในการเขียนเรื่อง เขาจะตื่นเต้นเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการวางแผนชัดเจน ข้อดีของการเป็น pantser คือ การลงมือเขียนทันที แต่ด้วยความที่ขาดการวางแผน ทำให้เวลาย้อนกลับมาดูงาน มักจะมีช่องโหว่แล้วต้องย้อนมาแก้อยู่บ่อยครั้ง
Plotter คือ คนที่วางแผนพล็อตก่อนที่จะทำการเขียนทุกครั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วแบบนี้ก็ให้ความตื่นเต้นไม่แพ้แบบแรกหรอก แต่ว่าข้อแตกต่างกันก็คือ การวางแผนนั้นถ้าหากมีอะไรที่แหม่งในเรื่องก็สามารถกลับมาดูที่โครงเรื่องได้ทันที
ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอันไหนดีกว่ากันค่ะ คุณอาจจะมีวิธีการทำงานที่แตกต่างจากคนอื่นๆ โดยทั่วไปก็ได้ การเป็น Pantser ก็มีข้อดีอีกคือ พอลงมือเขียนทันที แล้วเราจะตื่นเต้นไปกับมันเพราะเราค้นพบเนื้อเรื่องไปกับผู้อ่านทีหลังค่ะ ถ้าคุณรู้สึกโอเคกับการทำงานลักษณะนั้นคุณก็ใช้มันต่อไป และคุณไม่ต้องแก้อะไรที่มันได้เจ๊ง
แต่คุณอ่านมาถึงตรงนี้เพราะอะไรคะ เพราะคุณอยากรู้วิธีที่จะเอาไลน์การ์ตูนและนิยายของคุณอย่างถูกต้อง และเพิ่มความเร็วในการเขียน รวมทั้งความมั่นใจในการเขียนของคุณด้วย ดังนั้นมันแปลว่าวิธีที่คุณเขียนอยู่คุณไม่พอใจ หรือคุณรู้สึกว่ามันไม่เวิร์ค ไม่ว่าจะเป็น pantser หรือ plotter
มีนักเขียนการ์ตูนจำนวนมากที่ไม่ได้อยากทำเป็นอาชีพ บางคนอาจจะเขียนเป็นงานอดิเรก เพราะฉะนั้น การ pantser อาจจะเหมาะกับคุณมากกว่าการเป็น Plotter ก็ได้ แต่ถ้าคุณเขียนเป็นอาชีพ การรู้วิธีเอาท์ไลน์เนื้อเรื่องจะทำให้คุณทำงานง่ายขึ้นและเนื้อเรื่องไม่หลุดไปกลางทางเสียก่อน เพราะว่าการที่คุณเป็นนักเขียนมืออาชีพคุณจะต้องออกผลงานอย่างต่อเนื่องและทำให้คนไม่ลืมคุณไปเสียก่อน ทีนี้ จำนวนก็สำคัญค่ะ เพราะจำนวนเล่มที่ออก ทำให้คนตามงานเก่าๆ คุณได้
มันจะมีนักเขียนการ์ตูนบางคนที่เขียนไปเรื่อยๆ ด้นไปเรื่อยๆ แล้วเรื่องออกมาดี ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณไม่ใช่คนประเภทนี้ ก็เรียนรู้ที่จะเขียนเอาท์ไลน์ซะ เพราะมันดีต่อชีวิตคุณมากกกว่าในการที่จะเขียนเรื่องออกมาซักเรื่องนึงค่ะ
-วิธีในการหาไอเดียมาเขียนเรื่อง การวางเอาท์ไลน์ต่างๆ เขียนเอาท์ไลน์เรื่อง(โครงเรื่อง)ยังไงให้เรื่องดึงดูดคน
-การสร้างคาแรคเตอร์ให้ดูมีมิติ น่าสนใจ น่าอ่าน น่าค้นหา สร้างตัวเอก พันธมิตร และตัวร้าย
-character arc
-การเขียนพล็อตเรื่องยังไงให้ดูแล้วน่าสนใจน่าติดตาม
และอื่นๆอีกมากมาย