
This course includes our updated coding exercises so you can practice your skills as you learn.
See a demo
HTML (Hyper Text Markup Language) คือ
ภาษาโปรแกรมที่ใช้สำหรับการสร้าง และจัดโครงสร้างหน้าเว็บ โดยใช้แท็ก (tags) ในการระบุองค์
ประกอบส่วนต่าง ๆ ของเนื้อหา ภาษา HTML นั้นจะถูกเขียนในไฟล์ที่มีนามสกุล .html
และสามารถเปิดดูผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้
เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) คือ
โปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับเข้าถึงและแสดงผลข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต โดยเบราว์เซอร์จะทำการดาวน์โหลดและแปลข้อมูลที่ได้จากเซิร์ฟเวอร์ให้เป็นรูปแบบที่ผู้ใช้สามารถเห็นและโต้ตอบได้ เช่น หน้าเว็บ (web pages), รูปภาพ, วิดีโอ, และข้อมูลมัลติมีเดียอื่น ๆ
คุณสมบัติและการทำงานพื้นฐานของเว็บเบราว์เซอร์
การร้องขอข้อมูล (Request): เมื่อผู้ใช้ป้อน URL (Uniform Resource Locator) หรือที่อยู่เว็บไซต์ในแถบที่อยู่ (address bar) ของเบราว์เซอร์ เบราว์เซอร์จะส่งคำขอ (request) ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวข้อง
การตอบกลับข้อมูล (Response): เซิร์ฟเวอร์จะตอบกลับด้วยข้อมูลของเว็บเพจในรูปแบบของ HTML, CSS, JavaScript และไฟล์สื่ออื่น ๆ
การแปลและแสดงผล (Rendering): เบราว์เซอร์จะทำการแปลข้อมูลที่ได้รับมาและแสดงผลเป็นหน้าเว็บที่ผู้ใช้สามารถมองเห็นและโต้ตอบได้
การจัดการการโต้ตอบ (Interaction): เบราว์เซอร์ช่วยให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับหน้าเว็บ เช่น การกรอกแบบฟอร์ม, การคลิกปุ่ม, และการเลื่อนหน้าจอ
ตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์ที่นิยมใช้
Google Chrome: พัฒนาโดย Google เป็นเบราว์เซอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
Mozilla Firefox: พัฒนาโดย Mozilla Foundation มีความเป็นอิสระและเปิดกว้าง
Microsoft Edge: พัฒนาโดย Microsoft เป็นเบราว์เซอร์ที่มาพร้อมกับ Windows 10
Safari: พัฒนาโดย Apple ใช้สำหรับอุปกรณ์ของ Apple เช่น iPhone และ Mac
Opera: มีฟีเจอร์พิเศษหลายอย่าง เช่น VPN ในตัวและตัวบล็อกโฆษณา
ความสามารถเพิ่มเติมของเว็บเบราว์เซอร์
บุ๊กมาร์ก (Bookmarks): จัดเก็บลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ชื่นชอบ
ประวัติการเข้าชม (Browsing History): เก็บบันทึกเว็บไซต์ที่เคยเข้าชม
ส่วนขยาย (Extensions): เพิ่มฟีเจอร์พิเศษให้กับเบราว์เซอร์
โหมดไม่ระบุตัวตน (Incognito Mode): ใช้เพื่อเรียกดูเว็บโดยไม่เก็บประวัติการเข้าชม
เว็บเบราว์เซอร์เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
ประเภทของ Web Developer
Front-end Developer: รับผิดชอบในการพัฒนาส่วนที่ผู้ใช้มองเห็นและโต้ตอบบนเว็บไซต์
Back-end Developer: รับผิดชอบในการพัฒนาส่วนของเซิร์ฟเวอร์และการจัดการฐานข้อมูล เพื่อให้เว็บไซต์สามารถประมวลผลข้อมูลและทำงานได้อย่างถูกต้อง
Full-stack Developer: มีความรู้และความสามารถทั้งในด้าน Front-end และ Back-end สามารถทำงานได้ครบวงจรทั้งส่วนที่ผู้ใช้มองเห็นและส่วนที่อยู่เบื้องหลัง
Web Developer (นักพัฒนาเว็บ) คือ
ผู้ที่มีหน้าที่ในการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อให้เว็บไซต์นั้นทำงานได้ตามความต้องการและมีประสิทธิภาพสูงสุด
หน้าที่หลัก
การพัฒนา Front-end: พัฒนา และออกแบบส่วนของเว็บไซต์ที่ผู้ใช้มองเห็นและโต้ตอบ
การพัฒนา Back-end: พัฒนา และดูแลส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลหรือส่วนที่เรียกว่าเซิฟเวอร์ และการจัดการฐานข้อมูล
การจัดการฐานข้อมูล: การออกแบบและดูแลฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลของเว็บไซต์
การทดสอบและแก้ไขบัก: การทดสอบเว็บไซต์เพื่อหาข้อผิดพลาดและแก้ไขบักที่พบเจอ เพื่อให้มั่นใจว่าเว็บไซต์ทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
การดูแลและบำรุงรักษาเว็บไซต์: การอัปเดตและดูแลเว็บไซต์หลังจากที่เว็บไซต์เปิดใช้งานแล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าเว็บไซต์ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจากการโจมตีทางอินเทอร์เน็ต
ทักษะและเครื่องมือที่ Web Developer ใช้
ภาษาโปรแกรม: HTML, CSS, JavaScript, PHP และอื่นๆ
เฟรมเวิร์ก: React, Angular, Vue.js, Express และอื่นๆ
ระบบจัดการฐานข้อมูล: MySQL, PostgreSQL, MongoDB, SQLite และอื่นๆ
เครื่องมือการพัฒนา: Git, GitHub, Docker, Webpack, Visual Studio Code และอื่นๆ
Web Developer เป็นบทบาทที่สำคัญในยุคดิจิทัล เนื่องจากเว็บไซต์และเว็บแอปพลิเคชันเป็นสิ่งที่ผู้คนใช้งานกันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจ การศึกษา หรือความบันเทิง
ทำไมต้องเรียน HTML ก่อน CSS และ JavaScript มีเหตุผลหลายประการ ดังนี้:
1.HTML ป็นภาษาที่ใช้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์ ทุกเว็บไซต์ต้องมีโครงสร้างที่ถูกต้องเพื่อให้เบราว์เซอร์สามารถแสดงผลได้ถูกต้อง
2.การเข้าใจการใช้งาน HTML จะช่วยให้คุณรู้ว่าเนื้อหาแต่ละส่วนของเว็บไซต์อยู่ที่ไหนและมีความหมายอย่างไร
3.การที่คุณมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ HTML จะทำให้คุณสามารถเข้าใจการใช้งาน CSS ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคุณรู้ว่า CSS จะใช้กับองค์ประกอบ HTML ที่ไหน
4.การเรียนรู้ HTML และ CSS ก่อนจะช่วยให้คุณมีพื้นฐานในการสร้างโครงสร้างและรูปแบบของเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถเข้าใจการนำ JavaScript มาใช้กับองค์ประกอบเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น
5.การที่คุณเข้าใจ HTML และ CSS จะช่วยให้คุณสามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น เมื่อคุณต้องทำงานร่วมกับ JavaScript และต้องทำการดีบัก คุณจะสามารถระบุได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากโครงสร้าง HTML หรือรูปแบบการแสดงผลจาก CSS
การเรียนรู้ HTML ก่อน CSS และ JavaScript จึงเป็นขั้นตอนที่เหมาะสมและสำคัญในการเรียนรู้การพัฒนาเว็บไซต์อย่างมีประสิทธิภาพ
Visual Studio Code (VS Code): Editor ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน มีฟีเจอร์ที่หลากหลาย รวมถึงการเติมโค้ดอัตโนมัติ (IntelliSense), การดีบักโค้ด, และส่วนเสริม (Extensions) มากมายที่สามารถเพิ่มฟังก์ชันการทำงานได้
Sublime Text: Editor ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง มีฟีเจอร์หลายอย่างเช่น การเลือกและแก้ไขหลายจุดพร้อมกัน, การค้นหาและแทนที่ทั่วทั้งโปรเจกต์ และการปรับแต่งด้วยปลั๊กอิน
Atom: Editor จาก GitHub ที่เน้นการปรับแต่งและความยืดหยุ่น มีส่วนเสริมที่มากมายและสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้
Brackets: Editor ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการพัฒนาเว็บ มีฟีเจอร์เฉพาะเช่น Live Preview ที่ช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโค้ดในเบราว์เซอร์ทันที
Notepad++: Editor ที่ง่ายและเบา มีฟีเจอร์พื้นฐานที่เพียงพอสำหรับการเขียนโค้ด HTML และรองรับหลายภาษาโปรแกรม
<!DOCTYPE html>: ประกาศชนิดเอกสาร บอกให้เบราว์เซอร์รู้ว่าเอกสารนี้เป็น HTML5
<html>: แท็กนี้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของหน้าเว็บ
<head>: ส่วนนี้ประกอบด้วยข้อมูลเมตา (metadata) เช่น ชื่อเรื่อง (title), การเข้ารหัสอักขระ (charset), และการรวมสไตล์ชีท (CSS)
<title>: กำหนดชื่อของหน้าเว็บ ซึ่งจะแสดงบนแท็บของเบราว์เซอร์
<body>: ส่วนนี้ประกอบด้วยเนื้อหาที่จะแสดงบนหน้าเว็บ เช่น หัวเรื่อง (heading), ย่อหน้า (paragraph), รูปภาพ (image), และลิงก์ (link)
<h1>: แท็กหัวเรื่องระดับ 1 ใช้สำหรับแสดงหัวเรื่องใหญ่สุด
<p>: แท็กย่อหน้า ใช้สำหรับแสดงข้อความในรูปแบบย่อหน้า
<a>: แท็กลิงก์ ใช้สำหรับสร้างลิงก์ไปยัง URL อื่น
HTML elements ประกอบด้วย tags, attributes, และเนื้อหาภายในที่อยู่ระหว่างคู่ของ tags
องค์ประกอบของ HTML Element:
1. Opening Tag: เริ่มต้นด้วยเครื่องหมาย < และสิ้นสุดด้วย > เช่น <p> เป็นการบ่งบอกจุดเริ่มต้นของย่อหน้า
2. Content: เนื้อหาภายใน tags เช่น <p>This is a paragraph.</p> ซึ่ง This is a paragraph. เป็นเนื้อหา
3. Closing Tag: เริ่มต้นด้วย </ และสิ้นสุดด้วย > เช่น </p> เป็นการบ่งบอกจุดสิ้นสุดของย่อหน้า
แอตทริบิวต์คือ การระบุข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์ประกอบ และองค์ประกอบ HTML ทั้งหมดสามารถมีแอตทริบิวต์ได้ แอตทริบิวต์จะถูกระบุในแท็กเริ่มต้นเสมอ (Start tag) แอตทริบิวต์มักจะมาในรูปแบบคู่ที่ประกอบด้วย ชื่อ/ค่า เช่น: name="value"
<tagname name=”value”>Content goes here...</tagname>
Attribute สามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลัก ๆ ได้สองประเภท ได้แก่ Global Attributes และ Event Attributes
แต่ละ attribute เหล่านี้มีวัตถุประสงค์และวิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน
Global Attributes:
Global attributes เป็น attribute ที่สามารถใช้ได้กับแท็ก HTML ทุกประเภท รวมถึง <header> ด้วย มีดังนี้:
1. accesskey: ใช้กำหนดคีย์ลัดสำหรับการเข้าถึงองค์ประกอบ
example: <tagname accesskey="h">
2. class: ใช้กำหนดชื่อคลาสสำหรับ CSS หรือ JavaScript
example: <tagname class="main-header">
3. contenteditable: กำหนดว่าเนื้อหาภายในแท็กสามารถแก้ไขได้หรือไม่ (true หรือ false)
example: <tagname contenteditable="true">
4. data-*: ใช้เก็บข้อมูลที่กำหนดเองในรูปแบบของ attribute ชื่อขึ้นต้นด้วย data-
example: <tagname data-user="admin">
5. dir: กำหนดทิศทางของข้อความ (ltr จากซ้ายไปขวา, rtl จากขวาไปซ้าย)
example: <tagname dir="ltr">
6. draggable: กำหนดว่าองค์ประกอบนี้สามารถลากได้หรือไม่ (true หรือ false)
example: <tagname draggable="true">
7. hidden: กำหนดว่าองค์ประกอบนี้ถูกซ่อนหรือไม่
example: <tagname hidden>
8. id: ใช้กำหนด ID ที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับองค์ประกอบ
example: <tagname id="main-header">
9. lang: กำหนดภาษาของเนื้อหาภายในแท็ก
example: <tagname lang="en">
10: style: ใช้กำหนดสไตล์ CSS ภายในแท็ก
example: <tagname style="background-color: lightblue;">
11: tabindex: กำหนดลำดับการนำทางด้วยคีย์บอร์ด
example: <tagname tabindex="1">
12. title: ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อผู้ใช้เลื่อนเมาส์ไปที่แท็ก
example: <tagname title="Main Header">
Event Attributes
Event attributes เป็น attribute ที่กำหนด JavaScript ที่จะถูกเรียกใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ บนองค์ประกอบ มีดังนี้:
1. onclick: เรียกใช้ JavaScript เมื่อคลิกที่องค์ประกอบ
example: <tagname onclick="alert('Header clicked!')">
2. ondblclick: เรียกใช้ JavaScript เมื่อดับเบิ้ลคลิกที่องค์ประกอบ
example: <tagname ondblclick="alert('Header double-clicked!')">
3. onmousedown: เรียกใช้ JavaScript เมื่อกดปุ่มเมาส์ลงที่องค์ประกอบ
example: <tagname onmousedown="alert('Mouse down!')">
4. onmouseup: เรียกใช้ JavaScript เมื่อปล่อยปุ่มเมาส์ที่องค์ประกอบ
example: <tagname onmouseup="alert('Mouse up!')">
5. onmouseover: เรียกใช้ JavaScript เมื่อเลื่อนเมาส์ผ่านองค์ประกอบ
example: <tagname onmouseover="alert('Mouse over!')">
6. onmouseout: เรียกใช้ JavaScript เมื่อเลื่อนเมาส์ออกจากองค์ประกอบ
example: <tagname onmouseout="alert('Mouse out!')">
7. onmousemove: เรียกใช้ JavaScript เมื่อเคลื่อนย้ายเมาส์ภายในองค์ประกอบ
example: <tagname onmousemove="alert('Mouse moving!')">
8. onkeydown: เรียกใช้ JavaScript เมื่อกดแป้นพิมพ์ลงที่องค์ประกอบ
example: <tagname onkeydown="alert('Key down!')">
9. onkeypress: เรียกใช้ JavaScript เมื่อกดแป้นพิมพ์ที่องค์ประกอบ
example: <tagname onkeypress="alert('Key press!')">
10: onkeyup: เรียกใช้ JavaScript เมื่อปล่อยแป้นพิมพ์ที่องค์ประกอบ
example: <tagname onkeyup="alert('Key up!')">
Basic html โครงสร้างเริ่มต้นพื้นฐานของ html
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
<html>
เป็นแท็กที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของหน้าเว็บไซต์ เป็นแท็กแรกของ HTML และภายในแท็กนี้จะประกอบด้วยแท็กอื่น ที่จำเป็นสำหรับการสร้างโครงสร้างของหน้าเว็บ
<head>
ใช้สำหรับเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหน้าเว็บไซต์ ไม่ใช่ข้อมูลที่จะแสดงผลโดยตรงในหน้าเว็บ แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้เบราว์เซอร์ และเครื่องมือค้นหาทราบข้อมูลเกี่ยวกับหน้าเว็บไซต์ และสามารถทำงานได้ถูกต้อง
<body>
ใช้สำหรับกำหนดส่วนของเอกสารที่จะแสดงเนื้อหาหลักทั้งหมดของหน้าเว็บให้กับผู้ใช้ ส่วนนี้เป็นที่รวมขององค์ประกอบที่ผู้ใช้มองเห็นและโต้ตอบได้ เช่น ข้อความ, รูปภาพ, ลิงก์, วิดีโอ, ฟอร์ม, และอื่นๆ
<header>
ใช้เพื่อกำหนดส่วนหัวของเอกสารหรือส่วนของเอกสาร ซึ่งสามารถมีเนื้อหาที่เป็นหัวเรื่อง (heading), เมนูนำทาง (navigation menu)
<footer>
ใช้เพื่อกำหนดส่วนท้ายเว็บไซต์ มักจะประกอบด้วยข้อมูลลิขสิทธิ์ (copyright), ลิงก์ไปยังหน้าติดต่อเรา (contact us), แผนผังเว็บไซต์ (sitemap), ข้อมูลผู้เขียน
<main>
ใช้เพื่อกำหนดเนื้อหาหลักของเอกสารเว็บเพจ โดยเนื้อหาภายใน <main> จะเป็นเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักของหน้าเว็บ
<section>
ที่ใช้ในการจัดกลุ่มเนื้อหาภายในเอกสารให้เป็นส่วน ๆ ซึ่งแต่ละส่วนควรมีหัวเรื่องหรือหัวข้อที่ชัดเจน โดยแท็กนี้มักจะใช้เมื่อคุณต้องการแบ่งหน้าเว็บออกเป็นส่วน ๆ ที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน
<article>
ที่ใช้ในการกำหนดส่วนของเนื้อหาที่เป็นอิสระและสมบูรณ์ในตัวเอง แท็กนี้มักจะใช้สำหรับบทความ, บล็อกโพสต์, เนื้อหาในฟีดข่าว ใช้งานได้อย่างเป็นอิสระจากเนื้อหาอื่น ๆ
<nav>
ใช้ในการกำหนดส่วนที่มีการนำทาง (navigation) มักจะใช้สำหรับกลุ่มของลิงก์ที่นำไปยังส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์หรือหน้าที่เกี่ยวข้อง เช่น เมนูหลัก, เมนูด้านข้าง, ลิงก์นำทางภายในหน้า
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
HTML Text Content Tags คือชุดของแท็กในภาษา HTML ที่ใช้ในการจัดการและแสดงเนื้อหาข้อความบนหน้าเว็บ โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในการกำหนดรูปแบบและโครงสร้างของข้อความ เช่น การเน้นข้อความ, การจัดรูปแบบข้อความ, และการแทรกเนื้อหาอื่นๆ ลงในข้อความ
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
HTML Inline Text Semantics คือชุดของแท็กในภาษา HTML ที่ใช้ในการกำหนดความหมายและโครงสร้างของเนื้อหาข้อความที่อยู่ในบรรทัดเดียวกัน (inline) โดยไม่ทำให้เกิดการแยกบรรทัดหรือเปลี่ยนรูปแบบของโครงสร้างหน้าเว็บ เหล่าแท็กเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อจัดการรูปแบบของข้อความ แต่ยังใช้เพื่อให้เบราว์เซอร์และเครื่องมือค้นหาสามารถเข้าใจความหมายของเนื้อหาข้อความได้ชัดเจนมากขึ้น
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
HTML Image and Multimedia Tags คือชุดของแท็กใน HTML ที่ใช้สำหรับการฝังและจัดการเนื้อหาประเภทภาพและมัลติมีเดีย เช่น ภาพนิ่ง, วิดีโอ, เสียง, และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่สามารถแสดงผลได้บนหน้าเว็บ โดยแท็กเหล่านี้ช่วยในการนำเสนอข้อมูลที่มีลักษณะเป็นภาพหรือเสียง ทำให้หน้าเว็บมีความหลากหลายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
HTML Embedded Content Tags คือชุดของแท็กใน HTML ที่ใช้สำหรับฝังเนื้อหาจากแหล่งภายนอกหรือแสดงเนื้อหาประเภทมัลติมีเดีย เช่น เอกสาร, วิดีโอ, เสียง, หรือหน้าเว็บอื่นๆ ในหน้าเว็บของเราเอง แท็กเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถนำเนื้อหาจากแหล่งอื่นๆ มาฝังไว้ในหน้าเว็บได้โดยไม่ต้องออกจากเว็บไซต์
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
HTML Form Tags คือชุดของแท็กใน HTML ที่ใช้สำหรับสร้างและจัดการฟอร์ม (form) บนหน้าเว็บ ซึ่งฟอร์มเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้สามารถกรอกข้อมูล เช่น ข้อความ, ตัวเลข, อีเมล, รหัสผ่าน, ตัวเลือกต่างๆ และส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังเซิร์ฟเวอร์เพื่อประมวลผล ฟอร์มเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารระหว่างผู้ใช้กับเว็บแอปพลิเคชัน
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
HTML Table Tags คือชุดของแท็กที่ใช้ในการสร้างและจัดการตารางข้อมูลในหน้าเว็บ ตารางช่วยให้ข้อมูลแสดงในรูปแบบที่จัดเรียงเป็นแถวและคอลัมน์ ซึ่งเหมาะสำหรับการแสดงข้อมูลที่เป็นโครงสร้าง เช่น รายการสินค้า, ตารางเวลา, หรือข้อมูลสถิติ
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
HTML Scripting Tags คือชุดของแท็กใน HTML ที่ใช้สำหรับการเพิ่มสคริปต์ (scripts) หรือโค้ดที่ทำงานบนฝั่งผู้ใช้ (client-side) หรือฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (server-side) ลงในหน้าเว็บ ซึ่งสคริปต์เหล่านี้มักจะใช้ในการเพิ่มฟังก์ชันและความสามารถในการโต้ตอบ (interactivity) กับผู้ใช้ เช่น การตรวจสอบฟอร์ม การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของหน้าเว็บแบบไดนามิก หรือการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์โดยไม่ต้องโหลดหน้าเว็บใหม่
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
HTML Meta-information Tags คือชุดของแท็กใน HTML ที่ใช้สำหรับกำหนดข้อมูลเมตา (metadata) หรือข้อมูลเกี่ยวกับเอกสาร HTML ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้แสดงผลโดยตรงในหน้าเว็บ แต่มีความสำคัญสำหรับเครื่องมือค้นหา (search engines), เบราว์เซอร์, และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลเมตาสามารถใช้กำหนดคำอธิบายของเอกสาร, คำสำคัญ (keywords), ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียน, และการตั้งค่าต่างๆ ของเบราว์เซอร์
สอนการเขียน code จริง เพื่อให้สามารถเข้าใจสิ่งที่อธิบายได้มากขึ้น
ชุด source code ตัวอย่างการ coding
การสอน HTML เพื่อความเข้าใจและนำไปใช้งานได้ย่างถูกต้องเหมาะสม ได้ทำการจัดหมวดหมู่การสอนดังนี้
1. HTML Introduction (บทนำ)
รู้ว่า HTML คืออะไร หน้าที่ของ HTML คืออะไร และใช้เครื่องมืออะไรในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย HTML
2. HTML Structure Tags (แท็กโครงสร้าง)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับจัดระเบียบและวางโครงสร้างของเนื้อหาในหน้าเว็บ
3. HTML Text Content Tags (แท็กเนื้อหาข้อความ)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับกำหนดลักษณะของข้อความ
4. HTML Inline Text Semantics (แท็กข้อความอินไลน์)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับการจัดรูปแบบข้อความในระดับอินไลน์ (Inline)
5. HTML Image and Multimedia Tags (แท็กรูปภาพและมัลติมีเดีย)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับแสดงรูปภาพและสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ
6. HTML Embedded Content Tags (แท็กเนื้อหาฝังตัว)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับฝังเนื้อหาภายนอกหรือเนื้อหาอื่น ๆ เข้ามาในหน้าเว็บ
7. HTML Form Tags (แท็กฟอร์ม)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับสร้างฟอร์มรับข้อมูลจากผู้ใช้
8. HTML Table Tags (แท็กตาราง)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับสร้างตารางข้อมูล
9. HTML Scripting Tags (แท็กสคริปต์)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับใส่โค้ดสคริปต์ เช่น JavaScript
10. HTML Meta-information Tags (แท็กข้อมูลเมตา)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเอกสาร HTML เช่น ข้อมูลเมตา, ลิงก์ไปยังไฟล์สไตล์ชีท
11. HTML Interactive Elements (แท็กอินเทอร์แอกทีฟ)
มีความรู้ความเข้าใจ Tag สำหรับสร้างองค์ประกอบที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้